ประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

เป็น การประกันภัยรถที่กฎหมายไม่ได้บังคับ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เอาประกันภัยที่เห็นถึงความเสี่ยงภัยแห่งตนและมี ความคิดที่จะกระจายความเสี่ยงภัยออกไปยังบุคคลอื่นคือการประกันภัยไว้กับ บริษัทผู้รับประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทที่ผู้เอาประกัน ภัยประสงค์ โดยบริษัทประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ไว้เป็นหลักฐาน โดยมีความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นตามแบบที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
การประกันภัยประเภท 1 (Comprehensive) บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้
o คุ้มครองความรับผิดต่อชีวิตร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย
o คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
o คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์
o คุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์
การประกันภัยประเภท 2 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ ตามข้อ 1) 2) และ 4)
การประกันภัยประเภท 3 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตามข้อ 1) และ 2)


สาระสำคัญของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ประเภทของการประกันภัย การประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่ใช้มาแต่ดั้งเดิมในประเทศไทยซึ่งใน การประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครองความรับผิด และความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดในระหว่างการใช้หรือการขับขี่ของบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ใช้หรือขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อยกเว้น ที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัย 2. การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในประเทศไทย โดยหลักการที่สำคัญสำหรับการประกันภัยประเภทนี้ คือ จะคุ้มครองความรับผิด หรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีบุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ ในการทำประกันรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่นั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ที่ได้รับความคุ้มครองได้ถึง 2 คน แต่จะระบุคนเดียวก็ได้ ในกรณีที่ระบุ 2 คนนั้น การคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย จะใช้ผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นฐานในการคำนวณเบี้ยประกันภัย ซึ่งปัจจัยที่ใช้เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงสำหรับการประกันภัยระบุชื่อผู้ขับ ขี่ เพิ่มเติมจากการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ก็คือ อายุของผู้ขับขี่ โดยมีการแบ่งช่วงอายุของผู้ขับขี่จากช่วงที่มีความเสี่ยงภัยน้อยไปยังช่วงที่มีความเสี่ยงภัยมากเป็น 4 ช่วงอายุ ดังนี้
- อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป
- อายุ 36-50 ปี
- อายุ 25-35 ปี
- อายุ 18-24 ปี สำหรับรถยนต์ที่ผู้เอาประกันภัยจะนำมาทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ ได้นั้น จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น รถยนต์ที่ใช้รับจ้างสาธารณะหรือใช้เพื่อการพาณิชย์ หรือใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ ไม่สามารถทำประกันภัยประเภทดังกล่าวได้ ดังนั้นรถยนต์ที่จะสามารถทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ จึงจำกัดไว้เพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล


อัตราเบี้ยประกันภัย

อัตรา เบี้ยประกันภัยที่กำหนดในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เป็นอัตราของระยะเวลาการเอาประกันภัยเต็มปีโดยกำหนดเป็นเบี้ยประกันภัยขั้น ต่ำและขั้นสูง ซึ่งผู้รับประกันภัย จะเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยต่ำกว่า หรือสูงกว่าอัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนกำหนดไว้ไม่ได้


ประเภทความคุ้มครอง

จาก ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การประกันภัยรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และการประกันภัยรถยนต์ประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยประเภทใดก็ตาม ต่างก็จะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนเหมือนกันดังนี้
1. ความคุ้มครองตามกรมธรรม์หลัก ซึ่งจะแบ่งเป็น
1.1 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ในส่วนความคุ้มครองนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยจะเข้ามารับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก หากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกนั้น ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งความคุ้มครองในส่วนนี้จะแบ่งเป็น (ก) ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก ความคุ้มครองในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ ได้นำเอาความคุ้มครองความรับผิดต่อความบาดเจ็บ มรณะ (บจ.) และความคุ้มครองความรับผิดต่อผู้โดยสาร (ผส.) เดิม มารวมเป็นความคุ้มครองเดียว ดังนั้นบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ จึงรวมถึงทั้งบุคคลภายนอกที่อยู่นอกรถยนต์คันเอาประกันภัย และบุคคลภายนอกที่โดยสารอยู่ในหรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลดังต่อไปนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
1.1 (ก)
- ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ
- คู่สมรส บิดา มารดา บุตร ลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่นั้น สำหรับจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนของความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยนี้จะคุ้มครองเฉพาะจำนวนเงินค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าจำนวนเงินคุ้ม ครองสูงสุดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินส่วนที่เกิน 50,000 บาท หรือส่วนที่เกิน 100,000 บาทก็ได้ แล้วแต่ว่าความเสียหายนั้นจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบ ภัยจากรถสูงสุดเท่าใด นอกจากนั้นจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดต่อคนและต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ที่ระบุไว้ตามความคุ้มครองส่วนนี้นั้น หมายถึง จำนวนเงินความรับผิดสูงสุดของบริษัทสำหรับความคุ้มครองในส่วนนี้โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนความคุ้มครองอื่น ฉะนั้นจะไม่มีการนำเอายอดเงินความคุ้มครองส่วนอื่น มาหักออกจากจำนวนเงินความคุ้มครองในส่วนนี้ เช่น หากกรมธรรม์ระบุความคุ้มครองในส่วนนี้ไว้ว่า ?ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 100,000 บาท/คน 10,000,000 บาท/ครั้ง? ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวไปประสบอุบัติเหตุชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย คิดเป็นค่าเสียหายตามมูลละเมิดได้ 200,000 บาท เมื่อทายาทของผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทซึ่ง รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาเต็มจำนวน 100,000 บาทแล้ว บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้ จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ทายาทได้รับมาแล้ว มาหักออกจากจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ตามกรมธรรม์นี้ไม่ได้ บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้จะต้องจ่ายเต็มจำนวน 100,000 บาท (100,000 + 100,000 บาท) ในส่วนของความคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนั้นเป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่ ซึ่งมิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ก็ตาม บริษัทก็ยังคงผูกพันรับผิดต่อความเสียหายของบุคคลภายนอกนั้นเต็มจำนวน โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องเข้าร่วมรับผิดในจำนวนความเสียหายส่วนแรกเอง ดังเช่นความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตาม
(ข) ทั้งนี้เนื่องจากความคุ้มครองนี้เป็นความคุ้มครองส่วนที่เกินจากความคุ้ม ครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงถือเสมือนเป็นความเสีย หายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบเองอยู่แล้ว
(ข) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อ ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
1.1 (ข) - ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัย ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ คู่สมรส บิดามารดา บุตร ของผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่เป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้เก็บรักษา ควบคุม ครอบครอง - เครื่องชั่ง สะพานรถ สะพานรถไฟ ถนน ทางวิ่ง ทางเดิน สนาม หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าวอันเกิดจากการสั่นสะเทือน หรือจากน้ำหนักรถยนต์ หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ - ทรัพย์สินที่บรรทุกอยู่ใน หรือกำลังยกขึ้น หรือกำลังยกลงจากรถยนต์ ในกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และไปเกิดอุบัติเหตุก่อให้เกิดความ เสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัย แต่ผู้ขับขี่มิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แล้ว บริษัทยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน แต่เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกไปเต็มจำนวนแล้ว บริษัทสามารถเรียกจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด ชอบเองคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ในส่วนของความคุ้มครองความรับผิดต่อ บุคคลภายนอกตาม 1.1 นี้ ได้มีการตัดข้อยกเว้นเรื่องใบอนุญาตขับขี่ออก ดังนั้นแม้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ บริษัทก็ยังคงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน และจะเรียกจำนวนเงินที่ตนได้จ่ายไปคืนจากผู้เอาประกันภัยในภายหลังไม่ได้ ด้วย ความคุ้มครองต่อรถยนต์ เดิมในส่วนความคุ้มครองต่อรถยนต์ จะมีการจัดความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่จะเกิดแก่รถยนต์ออกเป็น 6 ความคุ้มครอง ได้แก่ ความคุ้มครองที่เกิดจากภัย
- การชน (กช.) - ลักทรัพย์ทั้งคัน (ลท.) - ลักทรัพย์ทั้งคันโดยลูกจ้าง (ลจ.) - ลักทรัพย์อุปกรณ์ (ลอ.) - จลาจล (จจ.)
- ภัยอื่น โดยผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่ตนมีความ เสี่ยงได้ ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อความคุ้มครองภัยใดไว้ ก็จะมีการออกเอกสารแนบท้ายยกเว้นความเสียหายที่เกิดจากภัยนั้นไว้ แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างอัตราเบี้ยประกันภัยใหม่ในครั้งนี้ ได้มีการจัดแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ และความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้
1.2 ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์นี้ จะไม่มีการแยกซื้อ หรือไม่ซื้อภัยหนึ่งภัยใดดังเช่นแต่ก่อน ดังนั้นความเสียหายต่อรถยนต์ไม่ว่าจะเกิดจากภัยที่เดิมเรียกว่า การชน จลาจล หรือภัยอื่นใดก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ (เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดไฟไหม้) โดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลา ประกันภัยต่อรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ ในกรณีที่เป็นการทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่แล้ว หากรถยนต์คันดังกล่าวไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำหรือมีการชนเกิดขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อ ในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่แล้ว บริษัทก็ยังคงผูกพันต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง เป็นจำนวน 6,000 บาท เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอา ประกันภัย และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ สำหรับข้อยกเว้นในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ขณะขับขี่ โดยบุคคลที่ไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่นั้น จะไม่นำมาใช้บังคับสำหรับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ หากผู้ขับขี่ ในขณะเกิดอุบัติเหตุเป็นผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ขับขี่ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณารับประกันภัยจากบริษัท แล้วว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการขับขี่ จึงตกลงรับประกันภัยไว้ ฉะนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในขณะมีผู้ที่ระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความสามารถในการขับขี่อีก แม้โดยข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ที่ระบุชื่อนั้นไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทยกขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดได้
1.3 ความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ความสูญหายในที่นี้จะรวมถึงความสูญหายทั้งคัน (ลท.เดิม) สูญหายแต่บางส่วน(ลอ.เดิม) และไม่ว่าจะสูญหายจากลักทรัพย์ของลูกจ้าง (ลจ.เดิม) หรือบุคคลใดเป็นผู้ลักทรัพย์ก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ทั้งสิ้น จะไม่มีการแยกซื้อภัยที่ได้รับความคุ้มครองเป็น ลท. ลอ. ลจ. ดังเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป สำหรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้ หรือสูญหายไป ความคุ้มครองในส่วนนี้นอกจากจะคุ้มครองการสูญหายแล้ว ยังคุ้มครองรวมไปถึงความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากไฟไหม้ด้วย โดยไฟไหม้ในที่นี้หมายถึง ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เป็นผลมาจากไฟไหม้ ไม่ว่าจะเป็นการไหม้โดยตัวของมันเอง หรือเป็นการไหม้ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุอื่นใดก็ตาม ในส่วนของความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และรถยนต์เกิดสูญหาย หรือไฟไหม้ขึ้นในขณะที่มีบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ใช้รถยนต์ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเองแต่ อย่างใด บริษัทยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน เช่นเดียวกับ การประกันภัยแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวผู้ขับขี่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำหรับความเสี่ยงภัยต่อการสูญหาย ไฟไหม้ของรถยนต์ ความคุ้มครองตาม 1.1 1.2 1.3 เป็นความคุ้มครองหลักที่ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อได้ตามสภาพความ เสี่ยงภัยของตน ซึ่งจะเป็นผลให้มีกรมธรรม์หลายรูปแบบ แยกตามความคุ้มครองที่บริษัทรับเสี่ยงภัยดังนี้
(ก) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองรวม (Comprehensive Cover) หรือที่เรียกกันว่ากรมธรรม์ประเภท 1 ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะให้ความคุ้มครอง ทั้งในส่วนของความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก คุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ตลอดจนคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ด้วย (คุ้มครอง 1.1 + 1.2 + 1.3)
(ข) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ (Third Party Liability, Fire and Theft) หรือที่มักจะเรียกกันว่า กรมธรรม์ประเภท 2 (คุ้มครอง 1.1 + 1.3)
(ค) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability) หรือที่เรียกว่า กรมธรรม์ประเภท 3 ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองเฉพาะความรับผิดของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อ บุคคลภายนอกเท่านั้น (คุ้มครองเฉพาะ 1.1)
(ง) กรมธรรม์ประเภทคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (Third Party Properties Liability) หรือที่เรียกว่า กรมธรรม์ประเภท 4 กรมธรรม์ประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองเฉพาะข้อตกลงคุ้มครองความรับผิดต่อ ทรัพย์สินบุคคลภายนอก 100,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง กรณีการใช้รถในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุนอกเหนือจากที่ระบุ ไว้ในรายการ 6 ของตาราง ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายคืนให้บริษัทตามจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไป แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
2. ความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสารแนบท้าย อย่างไรก็ตามกรมธรรม์ทั้ง 3 แบบข้างต้น นอกจากจะมีความคุ้มครองหลักดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งผู้เอาประกันภัยอาจเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีกดังนี้
2.1 การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล เป็นความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งจะคุ้มครองความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุของผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารที่อยู่ในหรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัย หากความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นผลให้บุคคลนั้นเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร หรือทุพพลภาพชั่วคราว ซึ่งบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินแน่นอน ตามที่เอาประกันภัยไว้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นความรับผิดของผู้ใด ความรับผิดของบริษัทในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจะต้องจ่ายตามเอกสาร แนบท้ายนี้ เป็นความรับผิดที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความรับผิดตามความคุ้มครองหลัก ดังนั้น แม้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลละเมิด เต็มจำนวนแล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทหลุดพ้นความรับผิดตามเอกสารแนบท้ายนี้ บริษัทยังคงผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความคุ้มครองของ เอกสารแนบท้ายนี้ด้วย
2.2 การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล การประกันภัยค่ารักษาพยาบาลตามเอกสารแนบท้ายนี้ จะคุ้มครองความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุของบุคคลที่อยู่ใน หรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัย หากความบาดเจ็บที่ได้รับเป็นผลให้บุคคลนั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าผ่าตัด ค่าโรงพยาบาล ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของบริษัทที่ระบุไว้ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าความบาดเจ็บที่ได้รับจะเป็นความรับผิดของผู้ใด เดิมการประกันภัยค่ารักษาพยาบาล จะคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้ม ครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น ปัจจุบันแก้ไขให้คุ้มครองตั้งแต่บาทแรกของค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้ายนี้ จึงสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากความคุ้มครองในส่วนนี้ หรือส่วนอื่น หรือจากผู้รับประกันภัยอื่นก็ได้ บริษัทจะเกี่ยงให้ไปใช้สิทธิเบิกจากความคุ้มครองอื่นก่อนมิได้
2.3 การประกันตัวผู้ขับขี่ เมื่อผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย นำรถยนต์คันเอาประกันภัยไปใช้ และเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่นั้นถูกควบคุมตัวไว้ในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล (จนถึงศาลฎีกา) ก็ตาม หากมีการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมส่วนนี้ไว้แล้ว บริษัทจะต้องทำการประกันตัวผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่นั้นโดยไม่ชักช้า ในวงเงินไม่เกินจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ และถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นความเสียหายที่ไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนของความคุ้มครองหลักก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องทำการประกันตัวผู้ เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ ในส่วนของความคุ้มครองเพิ่ม เติมตามเอกสารแนบท้ายทุกความคุ้มครองนั้น แม้จะเป็นกรณีทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และเกิดเหตุทำให้ผู้ได้รับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย
2.1 เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ หรือเกิดเหตุทำให้บุคคลที่อยู่ใน หรือกำลังขึ้น กำลังลงจากรถได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดเหตุทำให้ผู้ขับขี่ต้องถูกควบคุมตัว ในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทปฏิเสธความรับผิด หรือรับผิดน้อยลงแต่อย่างใด บริษัทยังคงผูกพันรับผิดตามข้อตกลงคุ้มครองเพิ่มเติมนั้นเต็มจำนวน โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าเสียหายส่วนแรกแต่อย่างใด จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ กับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ จะมีความแตกต่างในส่วนที่เกี่ยวกับความคุ้มครองเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ
1. ในกรณีที่เป็นการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ หากความรับผิด หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอา ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยไม่จำต้องเข้ามาร่วมรับผิดในความเสียหายส่วนแรกแต่อย่างใด ซึ่งจะต่างจากการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ กล่าวคือ แม้ว่าความรับผิด หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอา ประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ก็ตาม แต่หากบุคคลที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้นมิใช่บุคคลที่ระบุ ชื่อเป็นผู้ขับขี่ในกรมธรรม์แล้ว ผู้เอาประกันภัยก็จะต้องเข้ามารับผิดในความเสียหายส่วนแรกเองดังนี้
- 2,000 บาทแรก ของความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- 6,000 บาทแรก ของความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดจากการชน การคว่ำ
2. การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์จะยังคงมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับใบอนุญาต ขับขี่อยู่ แต่ในส่วนการประกันภัย ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ ข้อยกเว้นดังกล่าวจะไม่ใช้บังคับ หากผู้ขับขี่ในขณะเกิดความเสียหายเป็นผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการกล่าวโดยภาพรวมของการประกันภัยรถยนต์ ว่าผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกการทำประกันภัยได้อย่างไร มีความคุ้มครองอะไรบ้าง และแต่ละความคุ้มครองมีหลักการสำคัญเป็นอย่างไรบ้าง ยังมิได้มีการลงในรายละเอียด ต่อไปจะกล่าวถึงรายละเอียดของเงื่อนไขแต่ละข้อ ว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้แต่ละข้อ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทั่วไป เงื่อนไขข้อตกลงคุ้มครอง เงื่อนไขข้อยกเว้น มีความหมายและเจตนารมณ์เป็นอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน ดังนี้


คำขอเอาประกันภัย

ใน การพิจารณารับประกันภัย บริษัทจะต้องมีข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันภัย และเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว บริษัทจะต้องจัดให้มีเอกสารชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คำขอเอาประกันภัยรถยนต์ โดยในใบคำขอเอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลในการรับประกันภัย ให้ผู้เอาประกันภัยกรอกข้อมูลดังกล่าว ได้แก่ 1. ชื่อ-ที่อยู่ อาชีพของผู้ขอเอาประกันภัย ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลที่ขอเอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยหรือไม่ 2. ประเภทของการประกันภัยที่ต้องการ โดยหากรถยนต์ที่ประสงค์จะขอเอาประกันภัยเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคลแล้ว ผู้ขอเอาประกันภัยจะต้องพิจารณาเลือกประเภทการประกันภัยให้เหมาะสมกับสภาพ ความเสี่ยงภัยของตน โดยหากเป็นรถยนต์ที่มีบุคคลที่ใช้ขับขี่เพียง 1-2 คนก็ควรที่จะเลือกการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ ทั้งเพื่อจะได้เป็นการประหยัด เสียเบี้ยประกันภัยในอัตราที่ถูกลงกว่าการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับ ขี่ แต่หากรถยนต์คันดังกล่าวมีผู้ใช้มากกว่า 2 คน ทั้งผู้ขอเอาประกันภัยไม่พร้อมที่จะต้องมามีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายส่วน แรกเองแล้ว ก็อาจเลือกทำประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ก็ได้ ในการขอเอาประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยจะต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ที่ประสงค์จะให้บริษัทคุ้มครอง พร้อมกับระบุวัน/เดือน/ปีเกิด และอาชีพของแต่ละบุคคลไว้ด้วย และเพื่อมิให้มีปัญหาโต้แย้งในภายหลังได้ว่า ผู้ขอเอาประกันภัยมีเจตนาจะปกปิด หรือแถลงเท็จเกี่ยวกับอายุหรือความสามารถในการขับรถยนต์ของผู้ขับขี่ จึงกำหนดให้ผู้ขอเอาประกันภัยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาใบอนุญาต ขับขี่ไปพร้อมกับใบคำขอเอาประกันภัยด้วย และหากบริษัทตกลงรับประกันภัย โดยที่ผู้ขอเอาประกันภัยมิได้แนบหลักฐานทั้งสองมาด้วยแล้ว ต้องถือว่าบริษัทไม่ติดใจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว บริษัทจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในภายหลังมิได้ว่า ผู้ขอเอาประกันภัยปกปิด หรือแถลงเท็จเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว 3. เลขเครื่องหมาย บริษัท ระยะเวลาสิ้นสุด ทั้งนี้เนื่องจากความคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยของบุคคลภายนอกจะคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครองสูงสุดตาม กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (กรมธรรม์ พ.ร.บ.) จึงจำเป็นต้องระบุข้อมูลส่วนนี้ไว้ ทั้งนี้เพื่อว่า หากผู้ขอเอาประกันภัยทำประกันตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกับบริษัท อื่น บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์นี้จะได้สามารถแจ้งให้บุคคลภายนอกไปใช้สิทธิ เรียกร้องขั้นต้นจากบริษัทอื่นนั้นได้ 4. การใช้รถยนต์ ผู้ขอเอาประกันภัยมีหน้าที่ระบุแต่เพียงว่า ตนประสงค์จะนำรถยนต์ที่ขอเอาประกันภัยนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างไรเท่านั้น ส่วนบริษัทมีหน้าที่พิจารณากำหนดลักษณะการใช้รถยนต์ตามพิกัดอัตราเบี้ย ประกันภัย ในกรณีผู้ขอเอาประกันภัยจะระบุว่า ประสงค์จะนำรถยนต์ไปใช้ส่วนบุคคล ไม่รับจ้าง หรือให้เช่า หรือใช้ในกิจการอื่นใดก็ตาม แต่หากพิจารณาถึงประเภทรถยนต์ตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์แล้ว รถยนต์นั้นไม่สามารถกำหนดลักษณะการใช้ให้เป็นการใช้ส่วนบุคคลได้ เช่น กรณีรถบรรทุก ซึ่งจัดอยู่ในรหัสประเภทรถยนต์ : รถยนต์บรรทุก (รหัส 320 340) ผู้ขอเอาประกันภัยประสงค์ที่จะขอเอาประกันภัยอย่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยไม่สามารถกำหนดลักษณะการใช้เป็นการใช้ส่วน บุคคลได้ ให้บริษัทกำหนดลักษณะการใช้ให้ถูกต้อง กรณีรถปิคอัพที่มีโครงสร้างรถเข้าข่ายรหัสประเภทรถยนต์ : รถยนต์โดยสาร (รหัส 210,220, 230) เช่น รถปิคอัพดัดแปลง หรือรถแวน รถโดยสารสองแถว ฯลฯ สามารถขอเอาประกันภัยที่มีลักษณะการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อการพาณิชย์ เพื่อรับจ้างสาธารณะ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ตามที่ใช้จริง กรณีรถยนต์ประเภทปิคอัพที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพรถยนต์ เป็นประเภทรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง สามารถเอาประกันภัยเป็นลักษณะการใช้ส่วนบุคคล รหัส 110 หรือการใช้เพื่อการพาณิชย์ รหัส 120 ก็ได้ตามลักษณะการใช้งานแท้จริง การที่บริษัทกำหนดลักษณะการใช้ที่ผิดพลาดเอง จะยกขึ้นมากล่าวอ้างในภายหลังให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายมิได้ เช่น รถยนต์ที่ขอเอาประกันภัยเป็นรถบรรทุก (Pick Up)ผู้ขอเอาประกันภัยมิได้ไปใช้ในการรับจ้างหรือให้เช่า หรือใช้ในกิจการอื่นใด แต่บริษัทกลับไประบุลักษณะ การใช้รถในตารางว่า ?ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า? (ทั้ง ๆ ที่ตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย รถยนต์ดังกล่าวจะต้องทำประกันภัยในลักษณะใช้เพื่อการพาณิชย์ หรือพาณิชย์พิเศษเท่านั้น) เมื่อผู้เอา ประกันภัยนำรถยนต์ดังกล่าวไปใช้อย่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไป บริษัทจะมากล่าวอ้างในภายหลังว่า รถบรรทุก (Pick Up) เป็นรถที่จะต้องทำประกันภัยในลักษณะการใช้เพื่อการพาณิชย์ หรือการใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษเท่านั้น เมื่อทำประกันภัยผิดประเภท ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเอง จำนวน 2,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกส่วนความเสียหายต่อรถยนต์ เข้าข้อยกเว้นไม่คุ้มครองไม่ได้ บริษัทจะต้องรับผิดตามเนื้อความแห่งสัญญาที่ปรากฏในกรมธรรม์ทุกประการ กล่าวคือ ผู้เอาประกันภัยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง 2,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งบริษัทจะต้องรับผิดชอบต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์ด้วย 5. ผู้รับประโยชน์ ในที่นี้หมายถึง ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่รถยนต์สูญหาย หรือรถยนต์เสียหาย สิ้นเชิงจนไม่สามารถซ่อมแซมได้เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับผู้รับประโยชน์ตามเอกสารแนบท้ายการประกันภัย อุบัติเหตุส่วนบุคคลแต่อย่างใด 6. รายการรถยนต์ที่เอาประกันภัย ทั้งนี้ เนื่องจากรถยนต์เป็นวัตถุที่เอาประกันภัยโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์นั้น เพื่อที่บริษัทจะได้กำหนดเบี้ยประกันภัยได้ถูกต้องตามปัจจัยความเสี่ยงภัย ของรถยนต์นั้น เมื่อรายการรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการคำนวณเบี้ยประกันภัย ในการพิจารณารับประกันภัย บริษัทจึงต้องขอหลักฐานคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ หากบริษัทไม่ขอหลักฐานคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์แล้ว บริษัทจะมากล่าวอ้างในภายหลังเมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนว่ารายการรถ ยนต์ไม่ถูกต้อง ทำให้บริษัทเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าที่ควรจะเป็นไม่ได้ เพราะหากบริษัทถือว่ารายการรถยนต์เป็นสาระสำคัญแล้ว ก็ควรจะต้องสำคัญทั้งในขณะพิจารณารับประกันภัย และในขณะพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน มิใช่มาให้ความสำคัญเฉพาะเมื่อจะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น 7. รายการตกแต่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เนื่องจากรถยนต์อาจได้มีการตกแต่ง หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งจะมีผลถึงราคาของรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นข้อมูลที่เป็นตัวกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยหรือกำหนดอัตราเบี้ย ประกันภัยได้ถูกต้อง หากการเปลี่ยนแปลงนั้นมิได้มีผลเฉพาะราคาเท่านั้น แต่อาจทำให้ความเสี่ยงภัยเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มขึ้น 8. จำนวนเงินเอาประกันภัย จะแบ่ง 3 ส่วน คือ การประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก การประกันรถยนต์เสียหาย รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ และการประกันภัยตามเอกสารแนบท้าย โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยขั้นต่ำ ที่ผู้เอาประกันภัยจะซื้อความคุ้มครองได้ - สำหรับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยของบุคคลภายนอก คือ 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง - สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก คือ 200,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง - สำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ คือ 50,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง และ 5,000 บาท สำหรับรถจักรยานยนต์ - สำหรับการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ในส่วนความคุ้มครองการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร 1,000 บาทต่อหนึ่งคน และในส่วนความคุ้มครองค่าทดแทนรายสัปดาห์ สำหรับกรณีทุพพลภาพชั่วคราว คือ 100 บาทต่อสัปดาห์ต่อหนึ่งคน - สำหรับการประกันภัยค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาทต่อหนึ่งคน - สำหรับการประกันตัวผู้ขับขี่ มิได้กำหนดขั้นต่ำของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อครั้งไว้ 9. เบี้ยประกันภัย จะแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครองหลักกับเบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย 10. ระยะเวลาประกันภัย หากในใบคำขอเอาประกันภัยมิได้กล่าวไว้เป็นอย่างอื่น ให้การประกันภัยมีระยะเวลาหนึ่งปี 11. ลายมือชื่อ และวันที่ขอเอาประกันภัย เพื่อเป็นหลักฐานการแสดงเจตนา ผู้เอาประกันภัยจึงต้องลงลายมือชื่อและวันที่กำกับไว้ แล้วส่งใบคำขอเอาประกันภัยพร้อมหลักฐานประกอบไปยังบริษัท เพื่อบริษัทจะได้พิจารณารับประกันภัยต่อไป ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยประสงค์จะให้บริษัท เริ่มคุ้มครองทันทีในวันที่แสดงเจตนานั้น ผู้เอาประกันภัยควรจะต้องมีการแจ้งข้อมูลและหลักฐานทางโทรศัพท์ หรือโทรสารควบคู่กันไปด้วย


ตารางกรมธรรม์

ตาราง กรมธรรม์จะปรากฏรายการสำคัญเกี่ยวกับการประกันภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ของบริษัทผู้รับประกันภัย ชื่อผู้เอาประกันภัย รถยนต์ที่เอาประกันภัย ความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับตามกรมธรรม์นี้ เบี้ยประกันภัย เป็นต้น 1. ชื่อ ที่อยู่ อาชีพของผู้เอาประกันภัย 2. อาณาเขตคุ้มครอง โดยปกติกรมธรรม์จะคุ้มครองเฉพาะความรับผิด หรือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการใช้เฉพาะในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้น เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยจะขอขยายอาณาเขตความคุ้มครองไว้ หากมีการขยายอาณาเขตคุ้มครอง ให้ผู้เอาประกันภัยเสียเบี้ยประกันภัยเพิ่มเดือนละ 5% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี 3. ผู้ขับขี่ วัน/เดือน/ปีเกิด อาชีพ ในรายการดังกล่าวจะใช้สำหรับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่เท่านั้น แต่หากเป็นการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แล้ว บริษัทก็จะเว้น (-) รายการนี้ไว้ โดยจะไม่มีชื่อผู้ขับขี่ระบุไว้ในรายการนี้ 4. ผู้รับประโยชน์ ในที่นี้หมายถึง บุคคลที่จะเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทนตามส่วนได้เสียของตน หากรถยนต์ที่เอาประกันภัยเกิดสูญหาย หรือเสียหายสิ้นเชิงจนไม่สามารถซ่อมแซมได้เท่านั้น ในกรณีที่มีการระบุผู้รับประโยชน์นี้ บริษัทจะต้องออกเอกสารแนบท้าย ร.ย. 24 ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปพร้อมกับการออกกรมธรรม์ด้วย 5. ระยะเวลาประกันภัย หากเป็นการทำประกันภัยเต็มปี การนับระยะเวลาจะนับวันชนกันเช่น ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2548 วันสิ้นสุดก็จะสิ้นสุดในวันที่ 7 สิงหาคม ในปีถัดไปคือ พ.ศ. 2549 ส่วนเวลาสิ้นสุด จะสิ้นสุดในเวลา 16.30 น. 6. รายการรถยนต์ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นชื่อรถยนต์ (ยี่ห้อ) รุ่น เลขทะเบียน เลขตัวถัง ปี รุ่น แบบตัวถัง จำนวนที่นั่ง/ขนาด/น้ำหนักบรรทุก เป็นต้น โดยรายการดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย 7. จำนวนเงินเอาประกันภัย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 7.1 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แยกเป็น - ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกินจากความคุ้มครองสูงสุดต่อคน ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ - ความเสียหายต่อทรัพย์สิน จะระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ความเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินนี้เป็นความเสีย หายส่วนแรกตามข้อ 2 (ข) ของหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่เกี่ยวกับ (ก) หรือ (ค) 7.2 รถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ แยกเป็น - ความเสียหายต่อรถยนต์ ความเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์นี้เป็นความเสียหาย ส่วนแรกตามข้อ 4 (ข) ของหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ไม่เกี่ยวกับ (ก) หรือ (ค) - รถยนต์สูญหาย/ไฟไหม้ โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ และความคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ต้องเท่ากันเสมอ 7.3 ความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย แยกเป็น - การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล - การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล - การประกันตัวผู้ขับขี่ 8. เบี้ยประกันภัย แบ่งเป็น - เบี้ยประกันภัยตามความคุ้มครองหลัก - เบี้ยประกันภัยตามเอกสารแนบท้าย ในกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ เบี้ยประกันภัยตามความคุ้มครองหลักที่แสดงไว้เป็นเบี้ยประกันภัยที่บริษัท ได้ให้ส่วนลดสำหรับการระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้แล้ว 9. ส่วนลด-ส่วนเพิ่ม (เบี้ยประกันภัย) 9.1 กรณีที่ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย ได้แก่ - ส่วนลดความเสียหายส่วนแรกโดยความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นความเสียหายส่วนแรกของทรัพย์สินบุคคลภายนอก และ/หรือความเสียหายส่วนแรกของความเสียหายต่อรถยนต์ - ส่วนลดกลุ่ม ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทตั้งแต่ 3 คันขึ้นไป จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยกลุ่ม 10% - ส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี เป็นส่วนลดสำหรับกรณีเอาประกันภัยรถคันเดียว หรือหลายคันและมีสิทธิได้รับส่วนลดตามหลักเกณฑ์ส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติ ดี หรือส่วนลดเบี้ยประกันภัย ประวัติกลุ่ม ซึ่งคำนวณจากประวัติในปีที่ผ่านมา ส่วนลดอื่น ให้จำกัดเฉพาะส่วนลดเบี้ยประกันภัยในกรณีดังต่อไปนี้ ก) ในกรณีที่ผ้เอาประกันภัยได้ทำประกันภัยโดยตรงกับบริษัท ไม่ผ่านตัวแทนประกันวินาศภัย หรือนายหน้าประกันวินาศภัย บริษัทจะต้องให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยแก่ผ้เอาประกันภัยตามอัตราที่นาย ทะเบียนกำหนด ข) ในกรณีรถยนต์ที่ทำประกันภัยเป็นรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 20 ที่นั่ง ที่ใช้เป็นส่วนบุคคล ซึ่งทำประกันภัยประเภท 1 บริษัทอาจให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยได้ไม่เกิน 15% ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ หากรถยนต์ที่ทำประกันภัยนั้นเป็นรถใหม่และมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี ส่วนลดความเสียหายส่วนแรก เป็นส่วนลดของความเสียหายส่วนแรกโดยความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกัน ภัย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนลดความเสียหายส่วนแรกของทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หรือส่วนลดความเสียหายส่วนแรกของรถยนต์ ก็จะเป็นส่วนลดที่รวมอยู่ในรายการนี้ 9.2 กรณีที่จะต้องถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัย ได้แก่ กรณีตามข้อ 7 การเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดีแห่งหมวดเงื่อนไขทั่วไป 10. เบี้ยประกันภัยสุทธิ คือ เบี้ยประกันภัยก่อนรวมภาษีอากร เบี้ยประกันภัยสุทธิที่ได้รับ จะใช้เป็นฐานในการคำนวณอากร โดยเบี้ยประกันภัยทุก 250 บาท หรือเศษของ 250 บาท จะต้องเสียค่าอากร 1 บาท ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจะเสียในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด 11. การใช้รถยนต์ ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์ที่ทำประกันภัย 12. ตัวแทน นายหน้าประกันภัย หากมีการทำประกันภัยผ่านตัวแทน หรือนายหน้า บริษัทก็จะต้องระบุชื่อตัวแทน หรือนายหน้านั้นไว้ในรายการดังกล่าวด้วย


ประโยขน์ของการประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์มีประโยชน์อย่างมากในด้านต่างๆ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสังคมและประเทศชาติด้านบุคคล และด้านธุรกิจ

1. ต่อบุคคล ทำ ให้ผู้ที่มีเงินน้อยสามารถซื้อรถยนต์ใช้ได้ด้วยการผ่อนส่ง โดยผู้ขาย รถยนต์จะใช้วิธีให้ผู้ซื้อรถยนต์เอาประกันภัยรถยนต์คันนั้นกับผู้รับประกัน ภัยโดยผู้ขายรถยนต์เป็นผู้รับประโยชน์ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เอาประกันภัยว่ารถยนต์คันที่เอาประกัน ภัยไว้นั้น หากเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายก็จะได้รับการชดใช้จากผู้รับประกันภัย รวมทั้งความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สิน การบาดเจ็บต่อร่างกายทั้งของผู้ขับขี่รถยนต์และแก่บุคคลภายนอกด้วย เป็นการบรรเทาความเสียหาย เนื่องจากการใช้รถยนต์ได้ทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความสะดวกไม่ต้องเสีย เวลากับการโต้แย้งถึงความผิดเมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้เป็นฝ่ายผิด ทางผู้รับประกันภัยก็จะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายแทนให้ หากเป็นฝ่ายถูกทางผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกัน ภัยหรือทำการซ่อมแซมให้รถยนต์ ผู้เอาประกันภัยก่อนจนสามารถนำไปประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียเวลา และผู้รับประกันภัยก็จะเข้า สวมสิทธิ์ผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัย จึงเป็นผลดีต่อผู้เอาประกันภัยโดยการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจไม่หยุด ชะงักไปนาน

 

2. ต่อสังคมและประเทศชาติ

2.1 เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมและสังคมประเทศชาติ ทำให้สังคมมี หลักประกันความปลอดภัย มีความมั่นใจว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้วก็จะได้รับการชดใช้ เพราะในทุกวันนี้คนที่มีความเป็นอยู่พอกินพอใช้ไปวันหนึ่งๆ ก็สะสมเงินได้ทีละเล็กละน้อย เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดภัยขึ้นจะเดือดร้อนมาก แต่เมื่อมีการเอาประกันภัยไว้ก็ทำให้อุ่นใจได้ว่าจะมีผู้ชดใช้ความเสียหาย ให้

2.2 เป็นการช่วยให้มีการระดมทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ และการระดมทุนนั้นจะสำเร็จได้ก็โดยการประหยัดของประชาชนในประเทศและนำเอา ส่วนที่สะสมนั้นมาลงทุน การประกันภัยมีส่วนบังคับให้ประชาชนในชาติประหยัดทางอ้อม คือนำเอาเงินที่ทำมาหาได้ส่วนหนึ่งมาประกันภัยไว้กับผู้รับประกันภัยในรูป ของเบี้ยประกันภัยเพื่อลดการเสี่ยงภัยที่จะเกิดหรือมีขึ้นในอนาคต แล้วผู้รับประกันภัยไปลงทุนหาดอกผลซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาประเทศในการเพิ่มการ ลงทุนของประเทศ

2.3 นอกจากที่กล่าวมาทั้งสองข้อแล้วนั้น การประกันภัยยังจะช่วยในการส่งเสริม การลงทุนให้มีมากขึ้น คือทำให้คนกล้าลงทุนในการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่ต้องเกรงว่าทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจพาณิชย์และ อุตสาหกรรมอยู่นั้นจะเสียหายทำให้สิ้นเนื้อประดาตัวเพราะได้ทำประกันภัยไว้ แล้ว ผู้รับประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้อาชีพการค้าและ อุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจของชาติเจริญขึ้นได้

3 . ด้านธุรกิจ การ เกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่งๆ ทำให้เสียหายทั้งทรัพย์สินทั้งตัวรถ หรือแก่ บุคคลอื่นๆ นั้นสามารถทำให้ธุรกิจที่ประกอบการอยู่เกิดความเสียหายทั้งด้านเวลา ทรัพย์สิน และการติดต่อประสานงาน ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องประสบกับความผิดพลาดในการดำเนินงาน ดังนั้น เมื่อมีการประกันภัยรถยนต์จะช่วยให้

3.1 มีธุรกิจอีกประเภทหนึ่งเข้ามาดำเนินการในตลาด ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งในบางประเทศ ธุรกิจประกันภัยรุ่งเรืองเท่าๆกับธนาคาร เมื่อมีธุรกิจประกันภัยมากขึ้นทำให้คนมีงานทำมากขึ้นและการครองชีพดีขึ้น

3.2 เกิดเสถียรภาพในการประกอบธุรกิจ ความมุ่งหมายของการลงทุนประกอบธุรกิจคือ กำไร กำไรจะไม่แน่นอนหากต้นทุนการผลิตไม่แน่นอน แต่หากมีการโอนความเสี่ยงภัยไปให้ผู้รับประกันภัย โดยเสียเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตแน่ นอนขึ้น การลงทุนก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น

3.3 ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ เมื่อผู้ลงทุนสามารถลดการ เสี่ยงภัย โดยการประกันภัยแล้วย่อมใช้ความสามารถและเวลาให้แก่การมุ่งหาผลกำไร ซึ่งวัตถุประสงค์ โดยตรงของการลงทุนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ธุรกิจนั้น


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์

หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา รถยนต์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างมาก และเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาในด้านการขนส่งมวลชนและการขนส่งสินค้า เส้นทางคมนาคมทางบกสะดวกสบายและเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทุกปี ทำให้มีผู้นิยมใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ทั้งสินค้าทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
จาก การเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้รถยนต์ ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมากในเรื่องของอุบัติเหตุที่ เกิดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบในด้านลบต่อเศรษฐกิจและสังคม ในเรื่องการสูญเสียทรัพยากรทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หน่วยงานและองค์กรต่างๆจึงได้พยายามหาทางป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการใช้รถ ยนต์ในทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการผลิตรถยนต์ การก่อสร้างถนนที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมจราจร การควบคุมผู้ใช้รถใช้ถนนให้ปฏิบัติตามกฎจราจร รวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอุบัติเหตุอัน เกิดจากการใช้รถยนต์ขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงได้เกิดความคิดที่จะบรรเทาความเสียหายจากการเสี่ยงภัยของรถยนต์ขึ้น การประกันภัยจึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้รถใช้ ถนนมากขึ้นเป็นลำดับ


| ประกันภัยรถยนต์ | แนะนำตัวXpressCenter | โปรโมชั่น ประกันภัยรถยนต์ | ประกัน 2-3+ | ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 | ประกันภัยรถยนต์ชั้น1โลว์คอส์ท | เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ | เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ผ่านmsn | บริการต่อภาษีรถยนต์ | ประกันภัยอื่นๆ |

Copyright © 2006 www.vgetone.com - XpressCenter.