การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

การประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสาร


การประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสาร

ปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดให้เจ้าของเรือโดยสารทุกลำต้องจัดให้มีการ ประกันภัยให้แก่ผู้โดยสาร เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้โดยสารเรือว่า ในกรณีที่มีอุบัติเหตุใด ๆ เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้ผู้โดยสารเรือได้รับบาดเจ็บ จะมีผู้ที่รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสารเรืออย่างน้อยที่สุด จำนวนหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าของ เรือ

เรือสำหรับโดยสาร หมายถึง เรือประเภทใดบ้าง
เรือโดยสาร ที่ เข้าลักษณะต้องทำประกันภัยนั้น หมายความถึง เรือที่ระบุประเภทการใช้ไว้ในใบอนุญาตใช้เรือให้เป็นเรือประเภทเรือโดยสาร หรือเรือประเภทอื่นที่อนุญาตให้ใช้บรรทุกผู้โดยสารได้ด้วย ทั้งนี้ เป็นการบรรทุกผู้โดยสารตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเรือโดยสารนั้นจะวิ่งในเส้นทางใด ทั้งในคลอง ในแม่น้ำ ระหว่างแม่น้ำและทะเล และในทะเลด้วย
เรือที่มีประกันภัยแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร
ผู้โดยสารที่ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากการใช้บริการเรือโดยสาร จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสาร สำหรับความเสียหายจากอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตาย ทุพพลภาพหรือบาดเจ็บ โดยจำนวนเงินประกันภัยที่ได้รับความคุ้มครองมีดังต่อไปนี้
เสียชีวิต คนละ 100,000 บาท
สูญเสียตาหรือสายตาสองข้าง คนละ 100,000 บาท
สูญเสียแขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนหรือขาสองข้าง คนละ 100,000 บาท
สูญเสียแขนหรือสมรรถภาพในการใช้แขนหนึ่งข้างและสูญเสียขาหรือสมรรถภาพในการใช้ขาหนึ่งข้าง คนละ 100,000 บาท
สูญเสียแขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนหรือขาหนึ่งข้าง และสูญเสียตาหรือสายตาหนึ่งข้าง คนละ 100,000 บาท
ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง คนละ 100,000 บาท (ไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตลอดไป)
สูญเสียตาหรือสายตาหนึ่งข้าง คนละ 60,000 บาท
สูญเสียแขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนหรือขาหนึ่งข้าง คนละ 60,000 บาท
ค่ารักษาพยาบาล คนละไม่เกิน 15,000 บาท
กรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองหลักเฉพาะต่อผู้โดยสาร แต่ผู้เอาประกันภัยสามารถขอขยายความคุ้มครองเพิ่ม ถึงคนประจำเรือได้ โดยการจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม เรือทุกลำจะใช้กรมธรรม์มาตรฐานเดียวกันแต่ทั้งนี้ผู้เอาประกันสามารถขอเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้มากจากภาคบังคับได้โดยการจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม
แนวทางปฏิบัติในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ในกรณีที่ผู้โดยสารประกันภัยจากเรือที่มีประกันภัยนั้น เจ้าของเรือผู้เอาประกันภัย จะต้องนำส่งหลักฐาน เกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุและเอกสารเกี่ยวกับผู้โดยสารที่ประสบภัยโดยใน กรณีที่มีการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ต้องส่งหลักฐานให้แก่บริษัทประกันภัยภายใน 30 วัน นับจากวันที่เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง และในกรณีบาดเจ็บ ต้องส่งหลักฐานภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีที่เรือโดยสารลำใดไม่มีการประกันภัย เจ้าของเรือจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้โดยสารเรือ
การกำหนดเบี้ยประกันภัยและประโยชน์ในการทำประกันภัย
เนื่องจากกฎกระทรวงคมนาคม ฉบับที่ 73 (พ.ศ. 2549) กำหนดให้เจ้าของเรือผู้ประกอบการเดินเรือสำหรับโดยสาร ต้องจัดให้มีการประกันภัยอุบัติเหตุที่มีผลคุ้มครองผู้โดยสาร ตามระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตใช้เรือ ดังนั้น เจ้าของเรือที่เข้าเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ดังกล่าวจึง ต้องทำประกันภัย
สำหรับเบี้ยประกันภัยที่เจ้าของเรือจะต้องจ่ายนั้น สำหรับการทำประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสารภาคบังคับ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น เส้นทางการเดินเรือ (ในคลอง หรือในแม่น้ำระหว่างแม่น้ำและทะเล หรือในทะเล) ขนาดและชนิดของเรือรวมทั้งจำนวนผู้โดยสารในเรือลำนั้น ๆ ทั้งนี้เบี้ยประกันภัยจะเป็นดังนี้
- จำนวนผู้โดยสาร 1-12 คน อัตราเบี้ยปรับอยู่ระหว่าง 50-80 บาทต่อผู้โดยสาร 1 คนต่อปี
- จำนวนผู้โดยสารตั้งแต่ 13 คนขึ้นไป อัตราเบี้ยปรับอยู่ระหว่าง 100-150 บาทต่อผู้โดยสาร 1 คนต่อปี
ดังนั้น หากเรือลำใดสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ครั้งละ 20 คน เบี้ยประกันภัยที่เจ้าของเรือลำนั้นจะต้องจ่ายคือ ประมาณ 2 – 3 พันบาทต่อปี
ประโยชน์ที่เจ้าของเรือจะได้รับคือ ในกรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าของเรือหรือตัวแทน เจ้าของเรือจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บทั้งหลายหากเจ้า ของเรือได้มีการทำประกันภัยไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเรือในการบรรเทาความเดือนร้อนทางด้านการเงินที่ จะต้องจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย


การประกันภัยอิสรภาพ โดย สำนักประกันวินาศภัย


การประกันภัยอิสรภาพ คืออะไร

การประกันภัยอิสรภาพ เป็นการประกันภัยที่จัดขึ้นโดยมีแนวความคิดมาจากการที่ศาลยุติธรรมจะจัดระบบ การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้หนังสือรับรองความรับผิดของบริษัท ประกันภัยเป็นหลักประกันมาวางศาลได้ ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการประกันภัย และสมาคมประกันวินาศภัย จึงได้ร่วมกันจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพขึ้น เมื่อประชาชนได้ซื้อประกันภัยอิสรภาพแล้ว บริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองให้ผู้เอาประกันภัยถือไว้ หากผู้เอาประกันภัยได้ทำความผิดและตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างระยะเวลาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความสะดวกอย่างยิ่งจากการที่สามารถใช้หนังสือรับรองนี้ ยื่นแก่เจ้าพนักงานเพื่อใช้ในการประกันตัว โดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นใดมาวางเป็นหลักประกัน


รูปแบบการประกันภัยอิสรภาพ

การประกันภัยอิสรภาพ เป็นการประกันภัยที่จัดขึ้นโดยมีแนวความคิดมาจากการที่ศาลยุติธรรมจะจัดระบบ การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้หนังสือรับรองความรับผิดของบริษัท ประกันภัยเป็นหลักประกันมาวางศาลได้

ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการประกันภัย และสมาคมประกันวินาศภัย จึงได้ร่วมกันจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพขึ้น เมื่อประชาชนได้ซื้อประกันภัยอิสรภาพแล้ว บริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองให้ผู้เอาประกันภัยถือไว้ หากผู้เอาประกันภัยได้ทำความผิดและตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างระยะเวลาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความสะดวกอย่างยิ่งจากการที่สามารถใช้หนังสือรับรองนี้ ยื่นแก่เจ้าพนักงานเพื่อใช้ในการประกันตัว โดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นใดมาวางเป็นหลักประกัน
รูปแบบการประกันภัยอิสรภาพ
การทำประกันภัยอิสรภาพมี 2 รูปแบบคือ

แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด (ใช้กับบุคคลทั่วไป)
ให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัวในคดีอาญาในฐานความผิดอันเนื่องมาจากการกระทำโดยประมาท

บริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองตามจำนวนเงินเอาประกันภัยพร้อมกับ กรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอประกันตัวต่อเจ้า พนักงาน และหากผู้เอาประกันภัยได้ใช้หนังสือรับรองเพื่อประกันตัวไปแล้ว แต่ยังไม่เต็มวงเงินที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยสามารถขอหนังสือรับรองฉบับใหม่ ซึ่งมีวงเงินประกันตัวเท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่จากบริษัท ประกันภัยได้

แบบที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด (ใช้กับผู้ตกเป็นผู้ต้องหา หรือ จำเลย)
ให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัวในคดีอาญาในทุกลักษณะฐานความผิด

บริษัทประกันภัยจะออกหนังสือรับรองตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอประกันตัวต่อเจ้าพนักงานตามคดีที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย


ผู้สามารถซื้อประกันภัย

1. กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด ผู้สามารถซื้อประกันภัย คือ บุคคลทั่วไป เช่น ครู ทนายความ นักบัญชี พยาบาล แม่บ้าน พนักงานขับรถ เป็นต้น
2. กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด ผู้สามารถซื้อประกันภัย คือ ผู้ตกเป็นผู้ต้องหา หรือจำเลย


ระยะเวลาความคุ้มครอง


แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด
- ตามที่ระบุในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย หรือ
- จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

แบบที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด
- นับแต่เวลาที่ได้เริ่มประกันตัวจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือ
- นับแต่เวลาที่ได้เริ่มประกันตัวจนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา หรือ
- นับแต่เวลาที่ได้เริ่มประกันตัวจนศาลฎีกามีคำพิพากษา หรือ
- นับแต่เวลาที่ได้เริ่มประกันตัวจนคดีถึงที่สุด


เบี้ยประกันภัย

แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด
อัตราเบี้ยประกันภัย ขั้นต่ำ 0.5% ขั้นสูง 1% ตัวอย่างเช่น จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 500 - 1,000 บาท

แบบที่ 2 กรมธรรมประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด
เบี้ยประกันภัยแบ่งตามชั้นศาลที่มีคำพิพากษาและฐานความผิด อัตราเบี้ยประกันภัยขั้นต่ำ 5% ขั้นสูง 20% ตัวอย่างเช่น จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 5,000 - 20,000 บาท


ส่วนลดเบี้ยประกันภัย

- หากผู้เอาประกันภัยมีบุคคลค้ำประกันต่อบริษัท จะได้รับส่วนลด 10% ของเบี้ยประกันภัย
- หากผู้เอาประกันภัยมีหลักทรัพย์มาวางประกันร่วม จะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยลดลงตามสัดส่วนราคาหลักประกัน


การบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย

ทั้งฝ่ายผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยไม่สามารถบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยในระหว่างระยะเวลาประกันภัย


การคืนเบี้ยประกันภัย


บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ในกรณี ดังนี้
แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อนกระทำความผิด
- เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ในระหว่าง ระยะเวลาประกันภัยไม่มีการเรียกร้องให้ประกันตัว บริษัทประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยให้ตามอัตราเบี้ยประกันภัยระยะสั้นที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย

แบบที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพหลังกระทำความผิด
- เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระหว่างระยะเวลาประกันภัย โดยไม่ผิดสัญญาประกันตัว บริษัทประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยครึ่งหนึ่งให้แก่ทายาทของผู้เอาประกันภัย หรือ
- เมื่อเจ้าพนักงานไม่อนุญาตให้ประกันตัว บริษัทประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยให้เต็มจำนวนโดยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 500 บาท หรือ
- เมื่อเจ้าพนักงานอนุญาตให้ประกันตัว แต่ภายหลังมีคำสั่งถอนหรือยกเลิกการให้ประกันตัว หรือ ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องการที่จะประกันตัวอีกต่อไป บริษัทประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยให้ร้อยละ 20 หรือ
- ผู้เอาประกันภัยไม่ผิดสัญญาประกันตัวจนสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัย บริษัทประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยให้ร้อยละ 20


การใช้หนังสือรับรอง


แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยก่อนกระทำความผิด
- กรณีไม่มีการกระทำความผิดในระหว่างระยะเวลาประกันภัย หนังสือรับรองจะสิ้นอายุตามระยะเวลาประกันภัยที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย
- กรณีมีการกระทำความผิด ผู้เอาประกันภัยกระทำความผิดในระหว่างระยะเวลาประกันภัย แต่ยังไม่ได้ถูกควบคุมตัว บริษัทประกันภัยจะขยายเวลาการใช้หนังสือรับรองที่แนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยออกไป 1 ปี นับจากวันสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัยที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยนำไปใช้ประกันตัวในความผิดที่ได้กระทำขึ้นภายในระยะเวลาประกันภัยนั้น และเมื่อหนังสือรับรองได้ใช้เป็นหลักประกันแล้วจะมีผลผูกพันบริษัทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

แบบที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยหลังกระทำความผิด
จะมีผลผูกพันบริษัทและใช้เป็นหลักประกันสำหรับการประกันตัวในฐานความผิดทางคดีอาญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา


การซื้อประกันภัยอิสรภาพ

หากต้องการซื้อประกันภัยอิสรภาพ สามารถติดต่อได้ที่บริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป


รายชื่อบริษัท

ซึ่งมีกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพก่อน หรือหลังกระทำความผิด และอัตราเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ (ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อ 11 มี.ค. 47)

 

ลำดับ
ชื่อบริษัท
ลำดับ
ชื่อบริษัท
ลำดับ
ชื่อบริษัท
1.
บมจ. กรุงเทพประกันภัย
21.
บจ. แอ๊ดวานซ์ประกันภัย
41.
บจ. ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย
2.
บจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย
22.
บมจ. นวกิจประกันภัย
42.
บจ. วิริยะประกันภัย
3.
บจ. คิวบีอี ประกันภัย
23.
บจ. นารายณ์สากลประกันภัย
43.
บมจ. ศรีอยุธยาประกันภัย
4.
บมจ. จรัญประกันภัย
24.
บมจ. นำสินประกันภัย
44.
บจ. ส่งเสริมประกันภัย
5.
บจ. เจ้าพระยาประกันภัย
25.
บมจ. บางกอกสหประกันภัย
45.
บจ. สยามซิตี้ อินชัวรันส์
6.
บจ. ชับบ์ประกันภัย (ประเทศไทย)
26.
บมจ. ประกันคุ้มภัย
46.
บจ. สหมงคลประกันภัย
7.
บจ. อวีว่า ประกันภัย (ไทย)
27.
บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์
47.
บจ. สัมพันธ์ประกันภัย
8.
บมจ. ทิพยประกันภัย
28.
บจ. ประกันภัยศรีเมือง
48.
บมจ. สามัคคีประกันภัย
9.
บมจ. เทเวศประกันภัย
29.
บจ. เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์)
49.
บจ. สินทรัพย์ประกันภัย
10.
บจ. สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย
30.
บจ. พระนครธนบุรีประกันภัย
50.
บมจ. สินมั่นคงประกันภัย
11.
บมจ. ไทยเจริญประกันภัย
31.
บจ. พัชรประกันภัย
51.
บจ. อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันภัย
12.
บจ. บีที ประกันภัย
32.
บจ. พาณิชย์การประกันภัย
52.
บจ. อาคเนย์ประกันภัย (2000)
13.
บมจ. ไทยประกันภัย
33.
บจ. พุทธธรรมประกันภัย
53.
บมจ. อินทรประกันภัย
14.
บจ. ไทยพัฒนาประกันภัย
34.
บจ. ไพบูลย์ประกันภัย
54.
บจ. เอเชียสากลประกันภัย
15.
บจ. ไทยพาณิชย์ประกันภัย
35.
บมจ. ภัทรประกันภัย
55.
บจ. คูเนีย ประกันภัย
16.
บจ. ไทยศรีซูริคประกันภัย
36.
บจ. มิตรแท้ประกันภัย
56.
บจ. เอราวัณประกันภัย
17.
บมจ. ไทยเศรษฐกิจประกันภัย
37.
บจ. เมืองไทยประกันภัย
57.
บมจ. แอกซ่าประกันภัย
18.
บจ. ไทยสมุทรประกันภัย
38.
บจ. โรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย
58.
บจ. มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ สาขาประเทศไทย
19.
บจ. ธนชาติประกันภัย
39.
บจ. ลิเบอร์ตี้ประกันภัย
59.
บมจ. กมลประกันภัย**
20.
บจ. ธนวัฒน์ประกันภัย
40.
บจ. โอสถสภาประกันภัย
 
 

* ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อ 22 มี.ค. 47
** ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อ 10 มิ.ย. 47


การประกันภัยและคุ้มครอง กรณีธรณีพิบัติ (คลื่นใต้น้ำสึนามิ)


แนวทางปฏิบัติ

ในการพิจารณาจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถกรณีอุบัติภัยร้ายแรงจากแผ่นดินไหว

ตามที่ได้เกิดอุบัติภัยร้ายแรงจากแผ่นดินไหวใน 6 จังหวัดภาคใต้ ในส่วนของผู้ประสบภัยทุกคนที่อยู่ในรถยนต์ จะได้รับความคุ้มครองสำหรับความบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ในกรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกาย จะได้รับ ค่ารักษาพยาบาลตามความเสียหายอันแท้จริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ในกรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพเป็นจำนวน 35,000 บาท
ทั้ง นี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ผู้ประสบภัยจากรถอันเนื่องจากอุบัติภัยในครั้งนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมการประกันภัยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย ในทุกๆด้าน ทั้งการแนะนำเรื่องการเตรียมหลักฐานในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น การพิจารณาจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตลอดจนการประสานงานกับบริษัทที่รับประกัน ภัย โดยถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันดังต่อไปนี้

1. ขั้นตอนการรับเรื่อง
1.1 ในกรณีที่มีผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยมาติดต่อ ขอให้สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเป็นผู้ประสบ ภัยจากรถ ขอให้รับเรื่องไว้และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะขอรับ ค่าเสียหายเบื้องต้นค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปลงศพต่อไป
1.2 ในการรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นผู้ประสบภัยจากรถอันเนื่องจากอุบัติภัยครั้งนี้หรือไม่ ให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่างๆด้วย โดยอาจอาศัยข้อมูลจากโรงพยาบาล ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หรือหน่วยงานต่างๆ ประกอบกันเพื่อประกอบการพิจารณา
2. ขั้นตอนการเตรียมหลักฐาน
2.1 กรณีผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ
(1) หลักฐานแสดงตน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัว หรือสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หลักฐานแสดงตัว กรณีผู้ประสบภัยไม่มีเอกสารดังกล่าว และไม่ปรากฏชื่อผู้ประสบภัยในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เป็นเหตุให้หน่วยงานทางทะเบียนไม่สามารถออกเอกสารได้ ให้เจ้าหน้าที่ แสวงหาและใช้หลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้มีชื่อในหลักฐานนั้นเป็น ผู้ประสบภัย เป็นเอกสารทดแทน
(2) หลักฐานแสดงว่าประสบภัยจากรถ ได้แก่ สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน ให้แนะนำให้ ผู้ร้องไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานในการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ประสบภัย และรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่ประสบภัย ตลอดจนวันเวลา สถานที่เกิดเหตุ (ทั้งนี้ สำนักงานประกันภัยจังหวัด ควรมีหนังสือขอความร่วมมือไปยังพนักงานสอบสวน ให้ระบุประเด็นที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบภัยในการดำเนินการแจ้งความต่อไป)
(3) หลักฐานแสดงความเสียหาย ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการแจ้งหนี้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หากเป็นความเสียหายต่อร่างกายของผู้ประสบภัยในช่วงวัน เวลา ที่เกิดอุบัติภัยครั้งนี้ให้สันนิษฐานว่าค่ารักษาพยาบาลทุกรายการตามจำนวน ที่ระบุในหลักฐาน เป็นค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลอันแท้จริงของผู้ประสบภัยจากรถ ในการพิจารณาว่าเป็นความเสียหายอันเกิดจากรถ ให้พิจารณาประกอบเอกสารหลักฐานอื่นๆ ด้วย
2.2 กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต
(1) หลักฐานแสดงตน ให้ใช้ตามข้อ 2.1 (1)
(2) หลักฐานที่แสดงว่าประสบภัยจากรถ ให้ใช้ตามข้อ 2.1 (2)
(3) หลักฐานแสดงความเสียหาย ได้แก่ สำเนามรณบัตร กรณีผู้ประสบภัยไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ เป็นเหตุให้ทางราชการไม่สามารถออกมรณบัตรให้ได้ ให้กองทุนฯ พิจารณาจากหลักฐานของทางราชการที่มีการออกให้ในลักษณะเดียวกับมรณบัตร
(4) หลักฐานที่แสดงการเป็นทายาทโดยธรรม ได้แก่ บัตรแสดงตน สำเนาทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น ในกรณีที่หลักฐานดังกล่าวสูญหาย ให้ใช้หลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้ทดแทนได้ และหากเป็นกรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้มิได้อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ เช่น ชาวต่างชาติ ให้กองทุนฯ แนะนำพร้อมประสานสถานทูตประเทศของชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้ประสบภัยนั้น ให้ออกหลักฐานรับรองเพื่อใช้ประกอบการขอรับเงิน
2.3 กรณีผู้ประสบภัยสูญหาย
ในการพิจารณาอันจะถือได้ว่าผู้ประสบภัยสูญหายโดยยังไม่พบศพ ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ไม่สามารถพบศพได้ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2548
(2)มีรายชื่อปรากฏอยู่ในประกาศของทางราชการว่าเป็นบุคคลสูญหายจากภัยภิบัติครั้งนี้
(3)มีพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดแสดงว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในสถานที่เกิด ภัยพิบัติหรือบริเวณใกล้เคียง ดังนี้
3.1 พยานบุคคลยืนยัน
3.2 พยานเอกสารยืนยัน เช่น หลักฐานการเข้าพักโรงแรม หลักฐานการเดินทาง หลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือ
3.3 พยานวัตถุยืนยัน เช่น รถ โทรศัพท์ เป็นต้น
(4) มีสำเนาบันทึกแจ้งความคนสูญหายต่อพนักงานตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครอง


เรื่องเกี่ยวกับพิกัดอัตราเบี้ย


องค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย


การนำระบบพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยมาบังคับใช้กับทรัพย์สิน ที่ เอาประกันภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด ความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมระหว่างผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย นั้นองค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม ที่กำหนดไว้ในพิกัดจำเป็นต้องถูกต้องตามหลักวิชาการและทันต่อสภาพความเป็น จริงที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยจึงจะส่งผลให้ ผู้เอาประกันภัยเสียเบี้ยประกันอัคคีภัยตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของ ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยทั้งความเสี่ยงภัยภายใน ที่เกิดจากลักษณะสิ่งปลูกสร้างลักษณะการใช้งานของอาคารและที่ตั้งของ ทรัพย์สินเองหรือความเสี่ยงที่เกิดจากภายนอก การกำหนดเขตให้บริษัทประกันภัยรับประกันอัคคีภัยตามที่กฎหมายกำหนด ใช้เป็นมาตรการป้องกันภัยจากภายนอก และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันอีกทางหนึ่งด้วย


อีกประการหนึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มี ผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองไปอย่างรวดเร็วในขณะที่กฎหมาย ควบคุมอาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันยังล้าสมัย ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยอาคารโดยเฉพาะระบบการป้องกันอัคคีภัย น้อยไปจึงยังไม่สามารถคุ้มครองชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นความเสี่ยงที่สามารถบรรเทาได้ บุคคลในวงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาปนิก และวิศวกร เริ่มมองเห็นความสำคัญของการประกันภัย โดยกรมการประกันภัยมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย รวมทั้งมาตรการต่างๆที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ลงทุนจัดให้มีระบบความ ปลอดภัยในอาคาร ลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัยลงได้


กรมการประกันภัย ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัย จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุง พิกัดอัตราเบี้ยเบี้ยประกันอัคคีภัย เพื่อให้การปรับปรุงครบวงจรทุกองค์ประกอบในการจัดทำพิกัด เพราะเป็นการรื้อทั้งระบบ ครั้งแรกของกรมการประกันภัย จึงมีคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนองค์ประกอบเชิงวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมในการ กำหนด ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง การกำหนดระดับความเสี่ยงภัยของท้องที่ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลถึงการพิจารณากำหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ให้ถูกต้องตามสภาพเสี่ยงภัยที่แท้จริง และคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนการกำหนดประเภท และส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย จัดให้มีระบบป้องกันเพลิงไหม้หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่นระบบเครื่องพรมน้ำดับเพลิงหรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือระบบหัวกระจาย น้ำดับเพลิง (automatic sprinkle system) หรือระบบอื่นที่เทียบเท่าที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้ โดยให้สามารถทำงานครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จะมีอัตราส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ได้ถึงร้อยละ ห้าสิบ


ขณะนี้คณะทำงานกลุ่มย่อยได้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากตัวแทนของ ส่วนราชการที่กำกับดูแลงานด้านความปลอดภัยในอาคารให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายตัวแทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตัวแทนจากสมาคม สถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์และตัวแทนจากสมาคมประกันวินาศภัย นับเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่มีการระดมมันสมองจากบุคคลากรทุกสายอาชีพที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นผลให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการเป็นอย่างยิ่ง


องค์ประกอบเชิงวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ที่มีความสำคัญกับพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย เหตุผลและความจำเป็น
ที่ต้องกำหนดใหม่มีดังนี้


การกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัย


เขตการรับประกันอัคคีภัย คือ พื้นที่บริเวณหรืออาคารที่นายทะเบียนกำหนดให้เป็นวินาศภัยอันเดียวกัน หมายความว่า เมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วอาจจะไหม้หมดทั้งพื้นที่บริเวณแต่ต้องไม่ไหม้ลุกลาม ออกนอกเขตไปยังเขตอื่นโดยอาศัยแนวต้านไฟเป็นหลัก วัตถุประสงค์ของการกำหนดเขตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับธุรกิจประกัน อัคคีภัยทรัพย์สิน ในแต่ละเขตการรับประกันอัคคีภัย มีจำนวนเงินการเอาประกันอัคคีภัยไม่เกินร้อยละสิบของเงินกองทุนของบริษัท ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินนั้นแล้ว จะไม่กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัย


การขยายตัวของชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองสำคัญใน ภูมิภาคกำลังเข้าสู่ยุคการขยายตัว เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ทั้งนี้เพราะเมืองเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสภาพทางกายภาพ ของเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมีการวางผังเมืองเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา เมือง สิ่งปลูกสร้างขยายตัวในแนวตั้ง และซับซ้อนมากขึ้นความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตเพิ่มมีมากขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้บริษัทสามารถรับประกันภัย ตามที่กฎหมายกำหนดได้มากขึ้นส่งผลดีต่อธุรกิจประกันภัยการขยายตัวของชุมชนใน แนวตั้งมีอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เกิดขึ้นมากมาย ความเสี่ยงต่ออัคคีภัยเปลี่ยนแปลงจากแนวราบมาเป็นแนวตั้งก็ยิ่งมีความจำเป็น ต้องศึกษาหลักวิชาการ กำหนดขนาดของแนวต้านไฟที่เป็นมาตรฐานสามารถกันไฟได้


อีกประการหนึ่งตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 33 บังคับให้อาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องมีถนน หรือที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร จึงทำให้อาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นภัยโดดเดี่ยว และถือเป็น หนึ่งเขตการรับประกันอัคคีภัย ระบบการป้องกัน และระงับอัคคีภัยภายในอาคารที่กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 33 บังคับต้องจัดให้มีระบบดับเพลิงแบบอัตโนมัติเช่น sprinkler systemหรือระบบอื่นที่เทียบเท่า โดยให้สามารถทำงาน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาให้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้


ปัจจุบันกรมการประกันภัย ได้ประกาศกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัยทั่วประเทศ 4,928 เขตเป็นเขตในกรุงเทพมหานคร 1,552 เขตและในภูมิภาค 3,376 เขต


การกำหนดชั้นของเมือง

ชั้นของเมือง คือระดับความเสี่ยงต่ออัคคีภัยของเขตการรับประกันอัคคีภัยเนื่องสภาพสิ่งปลูกสร้าง และสภาพแวดล้อม ทำให้เขตมีความเสี่ยงภัยไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราการทนไฟของสิ่งปลูกสร้างในเขตนั้นๆ การป้องกันอัคคีภัยมิให้เกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วสามารถควบคุมและระงับอัคคีภัยได้เพียงใด นั่นคือองค์ประกอบในการพิจารณาผลของการจัดชั้นของเมือง เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ให้เสียเบี้ยประกันอัคคีภัยตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของทรัพย์สิน
การกำหนดชั้นของเมืองในปัจจุบันมี 2 ระบบคือ
ระบบที่ 1 ใช้กับท้องที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่นายทะเบียนกำหนด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. เขตธรรมดาทั่วไป หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย วัสดุทนไฟหรือต้านไฟได้ไม้น้อยกว่าร้อยละ แปดสิบของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้าง ว่างถึงหนาแน่นปานกลาง
2. เขตอันตรายชั้น ก หมายถึงเขตการรับประกันภัยที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้ หรือวัสดุติดไฟร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่น
3. เขตอันตรายชั้น ข หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้หรือวัสดุติดไฟมากกว่าร้อยละแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่นมาก รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้
ระบบที่ 2 ใช้กับท้องที่ในส่วนภูมิภาคทั่วไป
ด้วย เหตุที่เมืองในภูมิภาคของประเทศไทยชุมชนเมืองได้รับการพัฒนาแตกต่างกันค่อน ข้างมากทั้งทางด้านผังเมือง ลักษณะของสิ่งปลูกสร้างการสาธารณูปโภค การบริการสาธารณะ เช่นการบรรเทาสาธารณภัย และสภาพแวดล้อม พรบ.ควบคุมอาคารใช้บังคับเฉพาะภายในเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลเท่านั้นทำให้ไม่สามารถพัฒนาเมืองอย่างมีระบบได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการกำหนดชั้นของเมืองจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับสภาพเมือง ที่มีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 5 ระดับ


ปัจจัยหลักและความสำคัญที่นำมาพิจารณา

ลักษณะทางกายภาพ ได้แก่สิ่งปลูกสร้างและความหนาแน่น ซึ่งมีผลต่อการลุกลามของไฟภายในเขต
แนวต้านไฟ ได้แก่ แนวทางรถไฟ แม่น้ำ ลำคลอง ป้องกันมิให้ภัยจากภายนอกลุกลามเข้ามาในเขต
การระงับอัคคีภัย ได้แก่การดับเพลิงสาธารณะ และแหล่งน้ำ
หลักการดังกล่าวข้างต้น ได้นำมาให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลักของการพิจารณากำหนดระดับความเสี่ยงภัยของท้องที่ ในส่วนภูมิภาคตั้งแต่ประกาศนายทะเบียนฯประกาศบังคับใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2511 นับว่าเป็นเกณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จดีพอใช้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัยได้ในระยะหนึ่ง
เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดชั้นของเมืองใหม่
ปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนา การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีระบบขึ้นเกิดชุมชนเมืองขึ้นมากโดยเฉพาะ ในส่วนภูมิภาคที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำความเจริญ และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค การขยายตัวในภูมิภาค ยังเป็นการขยายตัวในแนวราบ ความเจริญบางท้องที่ขยายออกนอกเขตเทศบาลหรือเขตสุขาภิบาล การกำหนดเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลตามไม่ทันความเจริญของ ชุมชนเมืองที่เริ่มมีความแตกต่างกันน้อยลงจากการที่ฝ่ายเขตการรับประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงได้ออกสำรวจเก็บข้อมูล ในพื้นที่ที่ปรากฏว่าจำนวนเขตการรับประกันอัคคีภัยในภูมิภาค จำนวนมากที่ยังมีระดับความเสี่ยงภัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเป็นการสร้าง ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัยที่มีทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัยอยู่ในเขตนั้นๆ ต้องถูกบังคับให้เสียเบี้ยประกันภัยแพงโดยใช้ระบบพิกัด
ฉะนั้น การกำหนดชั้นของเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรที่จะได้รับการทบทวนใหม่อยู่เสมอ (ปัจจุบันได้กำหนดให้อำเภอเมือง เกือบทุกจังหวัดและบางอำเภอสำคัญให้ใช้ระบบการกำหนดชั้นของเมืองแบบที่1) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
วิธีการดำเนินการ
ใช้ปัจจัยหลัก และความสำคัญที่นำมาพิจารณาเช่นเดิม แต่แก้ไขวิธีการให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลักจากที่มี 7 ระดับ ให้เหลือเพียง 5 ระดับ
หลักเกณฑ์การกำหนดชั้นของเมือง แบ่งออกเป็น 5 ระดับ
1 . ลักษณะและความสำคัญของแต่ละลักษณะที่ได้รับการพิจารณา

 

ร้อยละ(%)

คะแนน

ก. สิ่งปลูกสร้าง
30
3,000
ข. ความหนาแน่น
20
2,000
ค. แหล่งน้ำ
20
2,000
ง. การดับเพลิงสาธารณะ
20
2,000
จ. ปัจจัยภายนอก
10
1,000
รวม
100
10,000

2. การตั้งชั้นของเมืองตามคะแนนที่ได้รับ

คะแนนความบกพร่อง
เป็นชั้นเมือง
0 - 2,500
1
2,501 - 2,500
2
3,501 - 4,500
3
4,501 - 5,500
4
5,501 - 10,000
5

การกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง
ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ใช้ในอดีตกำหนดไว้เป็น 6 ชั้นคือ
สิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม ต้องมีลักษณะดังนี้
กำแพงด้านนอก และกำแพงกั้นด้านในทั้งหมดต้องทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีตซึ่งไม่มีไม้หรือวัตถุที่ติดไฟได้ เว้นแต่ใช้เป็นประตูหรือหน้าต่างหลังคาทำด้วยคอนกรีต หรือกระเบื้องหรือหินชนวน หรือโลหะและโครงเป็นคอนกรีต หรือเหล็กกล้า เสาทำด้วยคอนกรีตหรือโลหะ
พื้นเป็นคอนกรีต หรือโลหะ จะใช้วัสดุอื่นปูทับบนพื้นดังกล่าวก็ได้
บันไดเป็นคอนกรีตหรือโลหะจะใช้วัสดุอื่นๆปูทับบนพื้นบันไดคอนกรีตหรือโลหะนั้นก็ได้
 
สิ่งปลูกสร้างชั้นพิเศษ ต้องมีลักษณะตามข้อ(1)ข้อ(2)และข้อ(3)ของสิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม

 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ต้องมีลักษณะดังนี้
กำแพงด้านนอกทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีต หรือแผ่นหินชนวนซึ่งมีไม้หรือวัสดุอื่นที่ติดไฟได้ไม่เกินเนื้อที่ ฝาผนัง 1 ด้าน สำหรับตึกแถว และไม่เกิน 20 เปอเซ็นร์ สำหรับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆเว้นแต่จะใช้เป็นประตูหรือหน้าต่าง
หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะ หรือกระเบื้องไม้และโครงไม้
พื้นไม้
หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะโปร่งมีหลังคาสังกะสี หรือมุงกระเบื้องโครงโลหะหรือคอนกรีตให้ถือเป็น สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ได้
หรือสิ่งปลูกสร้างที่ทำด้วยโลหะหรือวัสดุทนไฟ โครงสร้างและเสาทำด้วยโลหะหรือทำด้วยคอนกรีตมีหลังคามุงโลหะ หรือกระเบื้องให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ได้
 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ต้องมีลักษณะดังนี้
กำแพงด้านนอกทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีตชนวนอย่างน้อย 50 เปอเซ็นต์ หลังจากหักประตูและหน้าต่างแล้ว
หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะหรือกระเบื้องไม้หรือโครงไม้
หรือสิ่งปลูกสร้างโปร่งเสาไม้ หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะให้ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ได้
 

 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 สิ่งปลูกสร้างที่ที่ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในสิ่งปลูกสร้างชั้นพิเศษ ชั้น1 ชั้น 2 และชั้น4 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3

 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 4 สิ่งปลูกสร้างที่มีบางส่วนหรือทั้งหมดทำจากใบจาก หรือวัสดุคล้ายคลึงกัน
 
เหตุผลและความจำเป็นที่ที่ต้องทบทวนลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง
ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างกำหนดไว้ 6 ชั้นดังกล่าวมีข้อบกพร่องดังนี้
ข้อกำหนดทางโครงสร้างอาคารส่วนสำคัญต่อเสถียรภาพของอาคารทั้งหลังได้แก่ เสา คาน และพื้นไม่ครบถ้วน มีข้อกำหนดของเสาและพื้นขาดคาน

 
กำหนดวัสดุที่ประกอบเป็นโครงสร้างไม่ชัดเจนไม่กำหนดอัตราทนไฟ และกำหนดให้วัสดุมีความทนไฟไม่เท่ากัน อยู่ในลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างเดียวกันดังนี้
ไม่ชัดเจนกำหนดสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 มีโครงสร้างหลังคาเป็นคอนกรีตหรือเหล็กกล้าเสาและพื้นทำด้วยคอนกรีตหรือโลหะ
คอนกรีต หมายถึง วัสดุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซีเมนต์ ทราย หินและน้ำ
คอนกรีตเสริมเหล็ก หมายถึง คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในซึ่งทำหน้าที่รับแรงได้มากกว่าปกติ

ฉะนั้นโครงหลังคาต้องกำหนดชัดเจนลงไปว่าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

อัตราความทนไฟไม่เท่ากัน คอนกรีตเสริมเหล็ก จะมีอัตราความทนไฟ 2-3 ช.ม. เหล็กหรือโลหะที่ไม่มีฉนวนห่อหุ้ม หรือห่อหุ้มไม่พอ แม้เหล็กจะไม่ติดไฟแต่ความร้อนจะทำให้เหล็กอ่อนตัว เกิดวิบัติโดยสิ้นเชิงภายใน 20 นาที
 
กำหนดสิ่งปลูกสร้างที่มีโครงสร้างหลักทำด้วยเหล็กหรือโลหะ ซึ่งเป็นวัสดุไม่ทนไฟให้เป็นสิ่ง
ปลูก สร้างชั้นเยี่ยมโดยไม่ได้กำหนดให้เหล็กหรือโลหะต้องมีวัสดุหรือฉนวนห่อหุ้ม เพื่อให้โครงสร้างเหล็ก สามารถทนไฟได้ ในเวลาพอควรจึงสามารถรักษาเสถียรภาพของอาคารไว้นานพอมีเวลาผญจเพลิงเพื่อลด ความสูญเสียทรัพย์สิน รวมทั้งมีเวลาให้ผู้ที่ติด อยู่ในอาคารขณะเพลิงไหม้หนีไฟได้ก่อนอาคารจะวิบัตินั้น จึงเป็นความผิดพลาดทางมาตรฐาน การป้องกันอัคคีภัยที่ส่งเสริม ให้เจ้าของอาคารเฉพาะอย่างยิ่งอาคารโรงงานที่มีโครงสร้างเหล็กที่สามารถ ยืนอยู่ในไฟได้เพียง 20 นาทีเท่านั้น เพราะราคาถูก สร้างได้รวดเร็วมองเห็นผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าความปลอดภัย ทั้งยังได้รับการกำหนดให้เป็นสิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย จึงเสียเบี้ยประกันภัยกว่าสิ่งปลูกสร้างชั้นอื่นๆอีกด้วย หากไม่มีแรงจูงใจสนับสนุนก็จะลงทุนเฉพาะ เท่าที่กฎหมายบังคับ หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง จึงควรกำหนดมาตรการต่างๆในการเพิ่มหรือลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยเพื่อ สร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ลงทุน จัดให้มีระบบความปลอดภัยในอาคาร
ลำดับชั้นสิ่งปลูกสร้างที่กำหนดใหม่
ปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณา
วัสดุก่อสร้างจำแนกตามอัตราความทนไฟ ออกเป็น 3 ประเภท
วัสดุทนไฟ หมายถึงวัสดุที่ไม่เป็นเชื้อเพลิง อาจไหม้แต่ไม่ติดไฟง่ายหรือไหม้ช้ามากต่อต้านการลุกลามของไฟ สามารถรักษาคุณสมบัติไว้ได้
วัสดุต้านไฟ หมายถึง วัสดุที่ไม่ติดไฟ หรือลุกไหม้เมื่อถูกไฟ
วัสดุติดไฟ หมายถึง วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง

 
องค์ประกอบอาคาร
องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการกำหนดชั้นของสิ่งปลูกสร้าง
โครงสร้างอาคารส่วนสำคัญหมายถึง เช่นเสา คานกำแพงรับแรง และพื้นเป็นส่วนที่สำคัญต่อเสถียรภาพ ของตัวอาคารทั้งหลัง
 
องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการเพิ่มหรือ ลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
ผนัง และวัสดุมุงหลัง ซึ่งเป็นผลต่อการลุกลามของไฟ

 
ประเภทของอาคาร จำแนกตามลักษณะการใช้งานของอาคาร
อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยเกิดขึ้นไม่รุนแรง เช่นบ้านพักอาศัย ตึกแถวความสูงไม่เกิน 4 ชั้น
อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยรุนแรงปานกลาง เช่นโรงจอดรถยนต์ โรงงานผลิตอาหาร
อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาก อาคารประเภทนี้มีลักษณะการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงเหลว เช่นโรงเลื่อย โรงงานประกอบรถยนต์
 
ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง แบ่งตามลักษณะการใช้งานอาคาร ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
ก. สำหรับอาคารประเภทอยู่อาศัย หรือตึกแถวที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น อาคารที่จัดอยู่ในประเภทนี้
จะถือว่ามีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยไม่รุนแรง

 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 1
อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือมีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด
สิ่งปลูกสร้างชั้น 2
อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเหล็กที่มีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้าน ระหว่าง 50- 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด
สิ่งปลูกสร้างชั้น 3
อาคารที่ไม่มีลักษณะดังที่กำหนดในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 และชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3
ข . สำหรับอาคารประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อ ก.
อาคารประเภทนี้ถือว่ามีอัตราการเสี่ยงที่เกิดจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้น รุนแรงปานกลางถึง รุนแรงมาก
สิ่งปลูกสร้างชั้น 1
เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนห่อหุ้มห่อหุ้ม ให้มีอัตราทนไฟไม่น้อย 3 ชั่วโมง
 
คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง

 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 2
เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยเหล็กที่มีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มี อัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราทนไฟ ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
 
สิ่งปลูกสร้างชั้น 3
หมายถึง อาคารที่ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 หรือสิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3
หมายเหตุ ในกรณีที่องค์ประกอบอาคารใดไม่ครบตามข้อกำหนดให้ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้นที่ต่ำกว่าถัดไป
องค์ประกอบอาคารที่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
ผนัง
(1) ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้ง หมดมีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
(2) ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด ไม่มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
(3) ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด มีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
2. วัสดุมุงหลังคาที่เป็นผ้าใบ ใยสังเคราะห์ กระเบื้องไม้ หรือวัสดุธรรมชาติอย่างอื่นมีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
จุดเด่นของการปรับปรุงลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ในครั้งนี้
มีเอกสารแนบท้ายการกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประกอบด้วยประเภทการทนไฟของวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการ ประกอบเป็นโครงสร้างอาคาร ปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องแก้ไขในหลักการ
ถูกต้องตามหลักวิชาการ และมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย ทั้งของประเทศไทยและสากล

การพิจารณากำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างใหม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยฉบับใหม่ของวิศวกรรม สถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการร่างมาตรฐานฉบับนี้ประกอบด้วยวิศวกร และสถาปนิก ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐาน NATIONAL FIRE PROTECTION ASSOCIATION (NFPA)ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกและพัฒนาต่อจาก ฉบับปี 2536 ที่ไม่ทันกับการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ก่อให้เกิดความเสียหายจากอัคคีภัยอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เนื่องจากปัจจุบัน กฎหมายควบคุมอาคารยังไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตร หรือ 8 ชั้นขึ้นไปอาคารสาธารณะหรืออาคารที่มีลักษณะการใช้งานที่มีอัตราเสี่ยงรุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกฎมายควบคุมอาคารของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีการกำหนดชัดเจนลงไปเลยว่าองค์ประกอบอาคาร ทั้งงานวิศวกรรมโครงสร้างที่มีผลต่อเสถียรภาพของอาคาร หรืองานสถาปัตยกรรม ซึ่งผลต่อการลุกลามของไฟนั้น จะต้องใช้วัสดุที่มีอัตราการทนไฟกี่ชั่วโมง เพื่อเป็นการป้องกันชีวิต และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยในอาคารนั้น อีกประการหนึ่ง ความสามารถในการ ดับเพลิงของกรุงเทพมหานครที่มีศักยภาพสูงสุดในประเทศไทยนั้นสามารถดับเพลิง ได้สูงสุด 200 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 18 ขั้น และสำหรับภูมิภาคเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น ที่สามารถดับเพลิงได้สูง 100 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 9 ชั้นการดับเพลิง จากภายนอกอาคารโดยการฉีดน้ำเพื่อสกัดการ ลุกลามของไฟ จากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ไปยัง อาคารข้างเคียง ส่วนการดับเพลิงในอาคารที่กำลังเกิดไฟไหม้อยู่นั้น ไม่สามารถดับเพลิงจากภายนอกได้ พนักงานผจญเพลิง จะต้องเข้าไปดับเพลิงในอาคารโดยบันได ที่มีความสูงไม่เกินอาคาร 18 ชั้น แล้วจึงใช้อุปกรณ์ดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ ในอาคารนั้นเองฉะนั้นอาคารสูง จึงต้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยจะต้องติดตั้งระบบดับเพลิงที่มีมาตรฐาน สามารถทำงานด้วยตัวเองทันที ที่เกิดเพลิงไหม้ มีบันไดหนีไฟจากชั้นสูงสุดสู่พื้นดิน เพื่อช่วยให้ผู้ที่ติดไฟอยู่ในอาคาร หนีออกมาได้โดยปลอดภัย และมีพื้นที่ดาดฟ้าขนาดกว้าง ยาวด้านละไม่น้อยกว่า 6 เมตรเป็นที่ว่างเพื่อใช้ในการหนีไฟ ทางอากาศได้ โดยปลอดภัยอีกทางหนึ่งด้วย
การออกแบบอาคารเพื่อลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสามารถทำได้โดยจะต้องมีการวางแผนตั้งแต่มีการออกแบบโดยวิศวกร และสถาปนิก จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่จะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างให้เหมาะสมกับโครงสร้างอาคารสามารถรักษา เสถียรภาพ ของโครงสร้างอาคาร ทั้งระบบ ได้ภายใต้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลุกลาม ไปที่ส่วนอื่น ของอาคารได้เป็นต้น
กรมการประกันภัยไม่มีอำนาจในการควบคุมการออกแบบอาคารโดยตรง แต่ก็ควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้อาคาร ที่เอาประกันภัย ให้ได้รับการออกแบบที่เสี่ยงต่ออัคคีภัยน้อยลง และสามารถควบคุมความเสียหายให้อยู่ในขีดจำกัดได้ การกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ที่เหมาะสมกับกับสภาพเสี่ยงต่ออัคคีภัย การมีส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับอาคารที่มีลักษณะการเสี่ยงภัยน้อย และในทำนองเดียวกันสมาคมประกันวินาศภัย ควรให้ความร่วมมือในการปฏิเสธการรับประกันอัคคีภัย อาคารที่มีความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสูงจัดทำข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงการป้องกัน และระงับอัคคีภัยจนกว่าผู้เอาประกันภัย จะดำเนินการแก้ไขให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยใช้ส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ซึ่งควรลดมากเพียงพอเป็นแรงจูงใจ
หมายเหตุ ปัจจุบัน นิยามลำดับชั้นสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดได้ถูกกำหนดไว้ในประกาศนายทะเบียนประกันวินาศภัยแล้ว แต่ถูกยกเว้นการบังคับในหัวข้อ ข . สำหรับอาคารที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อ ก.
โดย นางสาวนวลศรี อนันตกูล
ฝ่ายเขตการรับประกันภัย


การประกันภัยโจรกรรม

การประกันภัยโจรกรรม (Burglary Insurance)

ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยโจรกรรม ดังนี้ ความคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครอง 2 ส่วน คือ
1.1 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองได้ 3 แบบ คือ
1) แบบ จร. 1 คุ้มครองการลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ โดยบุคคลใด ๆ ที่มิได้ระบุในข้อยกเว้นซึ่งได้เข้าไปหรือออกจากสถานที่ที่เอาประกันภัย โดยใช้กำลังอย่างรุนแรงและทำให้เกิดร่องรอยความเสียหายที่เห็นได้อย่าง ชัดเจนต่อสถานที่ที่เอาประกันภัยจากการใช้เครื่องมือ วัตถุระเบิด ไฟฟ้า เคมี รวมทั้งความสูญเสียหรือความเสียหายเนื่องมาจากความพยายามกระทำการดังกล่าว
2) แบบ จร. 2 คุ้มครองการลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ การชิงทรัพย์ หรือการปล้นทรัพย์
ความคุ้มครองแบบ จร. 2 นี้จะกว้างกว่าแบบ จร. 1 โดยรวมถึงการชิงทรัพย์และการปล้นทรัพย์ด้วย การชิงทรัพย์ หมายความว่า การลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลงประทุษร้อยเพื่อ
ก) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือ
ข) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นหรือ
ค) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้หรือ
ง) ปกปิดการกระทำความผิดนั้นหรือ
จ) ให้พ้นจากการจับกุม
การปล้นทรัพย์ หมายความว่า การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
3) แบบ จร. 3 คุ้มครองการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ความคุ้มครองแบบ จร. 3 นี้ จะกว้างที่สุดโดยรวมถึงการลักทรัพย์ (ลักขโมย) การลักทรัพย์ หมายความว่า การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
1.2 ความเสียหายต่อตัวอาคารซึ่งเก็บทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวอาคาร อ้นเกิดจากการกระทำซึ่งได้รับความคุ้มครองตามความคุ้มครองข้อ 1.1 ข้างต้น ข้อยกเว้น
การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง
2.1 ความสูญเสียหรือความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองความสูญเสียหรือความเสียหายจากภัยสงคราม (ไม่ว่าจะมีการประกาศหรือไม่ก็ตาม) สงครามกลางเมือง การนัดหยุดงาน การจลาจล การที่ประชาชนก่อความวุ่นวายถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การกบฏ การปฏิวัติ การยึดทรัพย์ โดยคำสั่งของรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
2.2 ความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากอัคคีภัย หรือระเบิด ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม เว้นแต่ความสูญเสียหรือความเสียหายจากการระเบิด อันเป็นผลมาจากการเข้าไปในสถานที่เอาประกันภัยโดยการใช้วัตถุระเบิด และมีเจตนาเพื่อที่จะทำการลักทรัพย์ หรือ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์
2.3 ความเสียหายของกระจกหรือสิ่งประดับบนกระจกหรือข้อความบนกระจก ความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากกระทำ หรือการมีส่วนร่วมโดยบุคคลใด ๆ ซึ่งอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ในสถานที่ตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ หรือเกิดจากการกระทำโดยผู้เอาประกันภัย หรือหุ้นส่วนของผู้เอาประกันภัยหรือกรรมการ หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำด้วยตนเองโดยลำพัง หรือสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลอื่น
2.4 ความสูญเสียหรือความเสียหายของ เงิน ทอง อัญมณี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เหรียญ ต้นฉบับเอกสาร โฉนด แบบแปลน แผนผัง ภาพเขียน รูปออกแบบ ลวดลาย แบบหรือแบบพิมพ์ หลักประกันหนี้สิน หลักทรัพย์ เอกสารสำคัญ ต่าง ๆ ไปรษณียากร อากรแสตมป์ เงินตรา ธนบัตร บัตรเครดิต บัตรธนาคาร เช็ค สมุดบัญชี หรือสมุดหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจใด ๆ เว้นแต่ระบุให้รวมอยู่ในการประกันภัยนี้โดยชัดแจ้ง
2.5 ความสูญเสียหรือความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่สถานที่ตามที่ระบุไว้ในตารางแห่งกรมธรรม์ถูกทอดทิ้ง โดยไม่มีผู้อยู่อาศัย หรือไม่มีผู้ดูแลรักษาเป็นเวลาเกินกว่า 7 วันติดต่อกัน
2.6 ความสูญเสียหรือความเสียหายซึ่งพบเมื่อตรวจสอบบัญชีสินค้า


การประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน

จุดประสงค์ของการประกันภัย สำหรับเจ้าบ้าน

การประกันภัยเจ้าบ้านเป็นการประกันภัยที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองต่อผู้เป็นเจ้าของอาคาร ประเภทบ้านอยู่อาศัย สำนักงานในบ้าน หรือห้องชุดอยู่อาศัยในแฟลต แมนชั่น หรือคอนโดมิเนียม ให้ได้รับ ความคุ้มครองหลายอย่างไว้กรมธรรม์เดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย ความคุ้มครองต่อความเสียหายจากอัคคีภัย ความเสียหายจากโจรกรรมหรือการลักทรัพย์ ความเสียหายต่อความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหาย ต่อทรัพย์สินในอาคาร การสูญเสียค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว การจ่ายเงินชดเชย สำหรับการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ เป็นต้น
การประกันภัยประเภทนี้ให้ประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัยอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองที่หลากหลายแล้ว ยังสะดวกในการต่ออายุการประกันภัยด้วย เนื่องจากเป็นการผนวกเอากรมธรรม์หลายรูปแบบ ไว้ในกรมธรรม์เดียว และที่สำคัญเป็นการช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยได้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับการทำประกันภัยหลายประเภทหลายกรมธรรม์ ความคุ้มครองของการประกันภัย สำหรับเจ้าบ้าน
กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละบริษัทอาจเลือกขายความคุ้มครองแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปความคุ้มครองจะมี 5 หมวด ดังนี้
หมวด 1 : ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร
หมวด 2 : ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคาร
หมวด 3 : ค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราว และการสูญเสียค่าเช่า
หมวด 4 : ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
หมวด 5 : เงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย
โดยแต่ละหมวด มีความคุ้มครอง ดังนี้
ความคุ้มครองต่ออาคารและทรัพย์สินในอาคาร
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร หรือต่อทรัพย์สินในอาคารที่เอาประกันภัย อันเนื่องมาจากอัคคีภัย ฟ้าผ่า การระเบิด อากาศยานหรือสิ่งที่หล่นจากอากาศยาน น้ำท่วม การไหลล้นหรือการระเบิดของแท้งค์น้ำ อุปกรณ์ส่วนควบของแท้งค์น้ำหรือท่อน้ำ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงเพื่อเข้าไปหรือออกจากอาคาร การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ หรือความพยายาม กระทำการดังกล่าว อาคารถูกชนโดยพาหนะทางบก ม้าหรือปศุสัตว์ ที่ไม่ได้เป็นของหรืออยู่ในความควบคุมของผู้เอาประกันภัยหรือของสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน พายุใต้ฝุ่น หรือลมพายุ
ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวและการสูญเสียค่าเช่ากล่าวคือ ในกรณีที่อาคารที่พักอาศัยที่ทำประกันนั้นได้รับความเสียหายจากภัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จะต้องทำการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่ และในระหว่างรอการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่นั้น ผู้เอาประกันภัยก็จะต้องหาที่พักอาศัยชั่วคราว เช่น บ้านเช่า/โรงแรม/อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อเป็นค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวดังกล่าว
ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของอาคารและมีรายได้จากการให้เช่าอาคาร นั้น เช่น เจ้าของบ้านเช่า/ เจ้าของหอพัก/เจ้าของอพาร์ทเมนท์ เป็นต้น หากเกิดความเสียหายต่ออาคารจากภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์จนทำให้เจ้าของ อาคารต้องขาดรายได้ซึ่งเคยได้รับ บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ที่ระบุในตาราง คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ในฐานะเจ้าของอาคารที่เอาประกันภัย หรือในฐานะผู้เช่า ซึ่งพักอาศัยในอาคารที่เอาประกันภัย โดยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แบ่งเป็น 2 กรณี คือ ความรับผิดต่อร่างกายของบุคคลภายนอก เช่น การเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ความบาดเจ็บต่อร่างกาย (ตัวอย่าง เช่น บุคคลภายนอกมาบ้านของผู้เอาประกันภัยแล้วลื่นล้มในห้องน้ำหัวฟาดพื้น) และความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิด ขึ้นในอาคารหรือเกี่ยวกับอาคาร (ตัวอย่าง เช่น รถของบุคคลภายนอกจอดไว้ในบ้านของผู้เอาประกันภัยแล้วของจากที่สูงตกใส่หลังคารถ แล้วทำให้รถได้รับความเสียหาย) ความคุ้มครองสำหรับเงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย
หากผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุขณะที่อยู่ในอาคารที่ทำประกันภัยและเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที หรือได้รับบาดเจ็บอันมีสาเหตุมาจากภัยภายใต้ความคุ้มครองต่ออาคาร และทรัพย์สินในอาคารดังได้กล่าวมาแล้วนั้น และมีผลทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ (ตัวอย่าง เช่น อาคารที่เอาประกันภัยเกิดเพลิงไหม้แล้วผู้เอาประกันภัยถูกไฟคลอกตาย/ เกิดระเบิดในอาคารที่เอาประกันภัย ทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บต้องรับการรักษาพยาบาล และต่อมาเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เกิดระเบิดนั้น) ความคุ้มครองที่สามารถซื้อเพิ่มเติมได้
ผู้เอาประกันภัยสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีก ดังนี้
1. ความเสียหายต่อกระจก หมายถึง การแตกของกระจกที่เป็นเสมือนผนังอาคารและกระจกประตูหน้าต่างที่เอาประกันภัยไว้ โดยบริษัทจะชดใช้โดยเลือกกระจกอื่นมาทดแทนหรือซ่อมแซมกระจกแตกไป และ
2. ความคุ้มครองเงินชดเชยการเสียชีวิตของคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย หากผู้ เอาประกันภัยต้องการได้รับเงินชดเชย กรณีคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัยตามที่ระบุชื่อไว้ ได้รับบาดเจ็บอันมีสาเหตุมาจากภัยที่ระบุภายใต้ความคุ้มครองต่ออาคารและ ทรัพย์สินในอาคาร และทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ บริษัทก็จะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันภัยข้อปฏิบัติในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เมื่อเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติดังนี้ แจ้งเป็นหนังสือให้บริษัททราบโดยพลัน กรณีโจรกรรม หรือพยายามกระทำการดังกล่าว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งและส่งมอบหลักฐานตามที่บริษัทร้องขอ พร้อมทั้งรายละเอียดของทรัพย์สินที่สูญเสียหรือเสียหายภายใน 30 วัน นับแต่วันเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องส่งหมายศาล หมายเรียกใด ๆ หรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ ให้แก่บริษัท และต้องให้ข้อมูลและความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่บริษัท ผู้ เอาประกันภัยต้องไม่ตกลงหรือยอมรับ หรือประนีประนอม หรือปฏิเสธการเรียกร้องใด ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบริษัทเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อม แซมทรัพย์สินที่เสียหาย เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิด หรือบริษัทไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาอัน สมควร หลักเกณฑ์ที่บริษัทใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
หลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในแต่ละหมวดความคุ้มครอง มีดังต่อไปนี้
หมวด 1 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความสูญเสียหรือเสียหายต่ออาคารตามความเสียหายที่แท้จริง โดยชดใช้เป็น เงินสด หรือทำการซ่อมแซม หรือ ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ทั้งนี้ จะไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
หมวด 2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคาร
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคารที่เอาประกันภัย ตามจำนวนมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินในขณะเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ วามสูญเสียหรือเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
หมวด 3 ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวและการสูญเสียค่าเช่า
สำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว ตามจำนวนเงินค่าเช่าที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
สำหรับการสูญเสียค่าเช่า บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเช่าที่ผู้เอาประกันภัยเคยได้รับจาก การให้เช่าอาคารที่เอาประกันภัยนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
หมวด 4 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก ดังนี้
การเสียชีวิต จะชดใช้ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
การบาดเจ็บ จะชดใช้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่ได้จ่ายไปจริง รวมทั้งค่าชดเชยตามสมควร แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
สำหรับความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินขณะที่เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
หมวด 5 เงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย
หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองในหมวดนี้ ดังได้กล่าวมาแล้ว บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ กรณีที่บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ในการประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณี ดังต่อไปนี้ กรณีที่อาคารถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 15 วันติดต่อกัน แล้วเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคารและทรัพย์สินในอาคารที่ทำประกันภัยนั้น กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกนอกอาคารเป็นการชั่วคราว เพื่อขายหรือนำออกแสดงนิทรรศการและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้น ในขณะที่อยู่นอกอาคารที่เอาประกันภัย กรณีเป็นความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินบางประเภท เช่น เงินสด เพชร พลอย โฉนดพันธบัตร ตั๋วเงิน ต้นฉบับเอกสาร เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในข้อยกเว้น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ กรณีที่เป็นความบาดเจ็บทางร่างกายของสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลที่อยู่ประจำในบ้านของผู้เอาประกันภัย หรือผู้ปฏิบัติงานให้ผู้เอาประกันภัย กรณีที่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งเป็นของ หรืออยู่ในความควบคุมดูแลของผู้เอาประกันภัย หรือสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย ความบาดเจ็บทางร่างกาย หรือเสียชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นจากอาชีพหรือธุรกิจของผู้เอาประกันภัย หรือจากการใช้ลิฟท์ บันไดเลื่อน หรือยานพาหนะใด ๆ ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจทำประกันภัยเจ้าบ้าน
ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจการประกันภัยเจ้าบ้าน มีดังนี้ ต้องสำรวจดูถึงสภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการความคุ้มครองของเจ้าของอาคารที่อยู่อาศัยว่า ความจำเป็นต้องทำประกันภัยหลายอย่างในขณะเดียวกันหรือไม่ เช่น ต้องการความคุ้มครองจากอัคคีภัย จากโจรกรรม ทรัพย์สิน ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และการสูญเสียค่าเช่า เป็นต้น ถ้าหากผู้เอาประกันภัยได้ทำการประกันภัยแต่ละแบบ หรือมีกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับอยู่แล้ว การทำประกันภัยเจ้าบ้านฉบับเดียวโดยได้รับความคุ้มครองทั้งหมดจะเกิดความสะดวกและประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยได้มากกว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของอาคารซึ่งมีรายได้หลักจากการให้เช่าอาคาร เช่น เจ้าของห้องชุดให้เช่า เจ้าของอพาร์ทเมนท์ เจ้าของหอพัก เป็นต้น จะได้ประโยชน์ เพราะโดยปกติมักจะมีการประกันอัคคีภัย การประกันภัยการสูญเสียค่าเช่าอยู่แล้ว และขอแนะนำให้ซื้อการประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพิ่มเติม ดังนั้น การซื้อการประกันภัยสำหรับเจ้าของบ้านกรมธรรม์เดียวจะให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงความคุ้มครองทุกส่วนที่ต้องการ ชาว ต่างชาติที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทยมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องการประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความรับผิดต่อบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังมีความต้องการความคุ้มครองถึงทรัพย์สินของคนใช้หรือผู้ติดตาม ด้วย ซึ่งกรมธรรม์สำหรับเจ้าบ้านบางแบบอาจจะมีการขยายความคุ้มครองถึงเสื้อผ้า และทรัพย์สินส่วนตัวของคนใช้หรือผู้ติดตามของผู้เอาประกันภัยและที่อยู่ในบ้านของผู้เอาประกันภัย สำหรับ บ้านอยู่อาศัยโดยทั่วไปจะมีความจำเป็นหรือไม่นั้น ควรพิจารณาถึงภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ว่า มีความจำเป็นหรือมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหน เพราะการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าของบ้านจะต้องซื้อภัยทั้งหมดซึ่ง อาจจะทำให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแพงกว่าการเลือกซื้อ กรมธรรม์เฉพาะแบบที่ต้องการ
ผู้เช่า ซึ่งเป็นผู้เช่าบ้าน ผู้เช่าคอนโดมิเนียม/ห้องชุด ผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ เป็นต้น สามารถทำประกันภัย สำหรับเจ้าบ้านได้แต่จะได้รับความคุ้มครองเฉพาะส่วนของความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของตนและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น สำหรับตัวอาคารนั้น ผู้เช่าไม่สามารถนำไปทำประกันภัยได้ เนื่องจากไม่มีกรรมสิทธิ์หรือส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว


การประกันสุขภาพ

การประกันสุขภาพคืออะไร

คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครองแค่ไหน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพหมู่และการ
ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพรายบุคคล ทั้ง 2 ประเภท ให้ความคุ้มครองที่เหมือนกัน โดยแบ่งความคุ้มครองหลักออกได้เป็น 7 หมวด ได้แก่
1. ให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

1. ค่าห้องและค่าอาหาร
2. ค่าบริการทั่วไป
3. ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หลังการเกิดอุบัติเหต
2. ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
3. ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
4. ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลีนิค หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
5. ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
6. ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
7. การชดเชยค่าใช้จ่าย
อันเกิดขึ้นจากการบริการโดยพยาบาลพิเศษขณะอยู่ในโรงพยาบาลหรือที่บ้านภายหลังจากการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์ อัตราเบี้ยประกันภัยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรอัตราเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
อายุ อายุของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกัน สามารถแสดงถึงโอกาสที่ร่างกาย จะบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย รวมถึงการได้รับผลกระทบแทรกซ้อนแตกต่างกันไปด้วย เพราะบุคคลทั่วไปเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะมีโอกาสเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพได้มากขึ้น และถ้าได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยแล้วประสิทธิภาพในการที่ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลง มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงและต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวนานกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า
เพศ ปัจจุบันความเสี่ยงภัยของเพศหญิงจะไม่แตกต่างจากเพศมากนัก แต่อย่างไรก็ตามความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายยังมีความแตกต่างกันอยู่โดยปกติเพศหญิงจะใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บทางร่ายกายนานกว่าเพศชาย ผู้รับประกันภัยจึงอาจจะรับประกันภัยโดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยสูงกว่าเพศชาย
สุขภาพ ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล รวมทั้งสภาพร่ายกายของผู้ขอเอาประกันภัย บุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยรุนแรง โอกาสที่จะได้รับการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยร้ายแรงหรือได้รับผลกระทบจนทุพพลภาพเป็นเวลานานในอนาคต ก็ย่อมเป็นไปได้น้อยกว่าบุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอผิดปกติหรือมีประวัติการเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน อีกทั้งอาการผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจบางอย่างจะก่อให้เกิดแนวโน้มหรือความเป็นไปได้สูงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น โรคลมบ้าหมู ประสาทหลอน หรืออาการตื่นตกใจง่าย เป็นต้น
อาชีพ อาชีพแสดงถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลซึ่ง จะนำไปสู่ความเสี่ยงภัยหรือแนวโน้มที่จะได้รับบาทเจ็บหรือเจ็บป่วยที่ต่างกันออกไป
การดำเนินชีวิต แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หรือ อุบัติเหตุของบุคคลที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย เป็นต้น
สำหรับการประกันภัยหมู่จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัยด้วยเพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้ การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท
การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท ย่อมขึ้นอยู่กับสุขภาพ / อายุของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ และในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น บริษัทจะไม่คุ้มครอง “โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันภัย” อาทิเช่น หากผู้เอาประกันภัยเป็นโรคเบาหวานมาก่อนการทำประกันภัย บริษัทจะไม่คุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นต้องรักษาตัวด้วยโรคเบาหวาน แต่จะคุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นเกิดเป็นโรคหัวใจขึ้นมาภายหลัง
ดังนั้น หากผู้ขอเอาประกันภัยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่างโอกาสที่จะเจ็บป่วยในอนาคต ย่อมมากกว่าผู้มีสุขภาพแข็งแรง บริษัทอาจจะพิจารณารับประกันภัยผู้ขอเอาประกันภัยรายนั้นด้วยเบี้ยประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติ หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ ในกรณีที่ผู้ขอเอาประกันภัยเจ็บป่วยด้วยโรคที่รุนแรง เช่น เอดส์ มะเร็ง บริษัทมักจะไม่รับประกันภัย
หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอย่างไร
การจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับ ยึดหลักเกณฑ์เดียวกับการประกันภัยประเภท
อื่น ๆ คือ “จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้” ข้อยกเว้นความคุ้มครอง
โดยทั่วไป จะไม่คุ้มครองการเข้าพักรักษาตัวซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือป่วยไข้ เช่น การทำหมัน การทำศัลยกรรม การลดความอ้วน การพักผ่อน รวมทั้งการรักษาโรคประสาท กามโรค การติด และการตรวจสายตา เช่นกัน


การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ

การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ คืออะไร

การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ หรือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชน จัดเป็นการประกันวินาศภัยประเภทหนึ่ง ซึ่งให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความบาดเจ็บทางร่างกาย ตลอดจนกระทั่งการเสียชีวิตของบุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันภัยต้อง รับผิดชดใช้ตามกฎหมาย แต่ไม่ให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรง ต่อทรัพย์สิน หรือ ร่างกายของผู้เอาประกันภัย
ชนิดของการประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ
ชนิดของการประกันภัยประเภทความรับผิดต่อสาธารณะ แบ่งออกได้กว้าง ๆ คือ
การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคลการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชน ของผู้ประกอบการ หรือนิติบุคคล การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคล การประกันความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคล ได้แก่
1. ความรับผิดของแพทย์ ศัลยแพทย์ และทันตแพทย์ต่อคนไข้ โดยการประกันภัยนี้ จะให้ความ
คุ้มครองแก่แพทย์ ศัลยแพทย์ และ ทันตแพทย์ ซึ่งรวมทั้งพยาบาล และผู้ช่วยแพทย์ ที่ทำตามคำสั่งแพทย์ในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่คนไข้เนื่องมาจากความ บกพร่องพลั้งพลาดในการรักษาพยาบาลไม่ว่าการปฏิบัติจะอยู่ต่อหน้า แพทย์หรือไม่ก็ตาม รวมถึงความเสียหายที่ทำให้คนไข้ต้องสูญเสียรายได้ด้วย ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการกระทำของบุคคลเหล่านั้น ในขณะที่เมาสุราหรือติดยาเสพติด
2. ความรับผิดของเภสัชกรต่อผู้ซื้อยา (DRUGGIST’S LIABILITY) ให้ความคุ้มครองแก่เภสัชกรเมื่อผู้ซื้อยาได้รับความเสียหาย เนื่องจากรับประทานยาที่ผสมผิดส่วน หรือผู้ขายยาหยิบยาให้ผิดประเภท ไม่ว่าจะเกิดขึ้นทันทีหรือภายหลังจากใช้ยานั้น ติดต่อสืบเนื่องมาเป็นเวลานานก็ตามแต่ต้องเกิดขึ้นระหว่างสัญญามีผลใช้บังคับข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ขายยา
3. ความรับผิดของโรงพยาบาลต่อคนไข้ (HOSPITAL LIABILITY) ให้ความคุ้มครองโรงพยาบาลในการดูแลรักษาคนไข้ รวมถึงการให้อาหารอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของแพทย์ พยาบาล หรือคนงานประจำโรงพยาบาลหรือคลีนิค ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกโรงพยาบาลก็ตาม ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายเนื่องมาจากการกระทำอันเป็นอาชญากรรม
4. ความรับผิดของจักษุแพทย์ต่อคนไข้ (OPTOMETRIST’S LIABILITY) ให้ความคุ้มครองความบกพร่อง ประมาทเลินเล่อ ในการปฏิบัติหน้าที่ของจักษุแพทย์ เท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำของลูกจ้าง
5. ความรับผิดของร้านเสริมสวยต่อลูกค้า (BEAUTY PARLOR LIABILITY) ให้ความคุ้มครองในความประมาทเลินเล่อของร้านเสริมสวยหรือความเสียหายบาดเจ็บที่เกิดแก่ลูกค้า ในการให้หรือบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจากร้านเสริมสวยข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายเนื่องมาจากการตบแต่งอันมิชอบด้วยกฎหมาย
6. ความรับผิดของผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีต่อผู้ว่าจ้าง (ACCOUNTANT LIABILITY) ให้ความ คุ้มครองในความประมาทเลินเล่อของผู้ทำบัญชีในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีที่ส่อเจตนาทุจริตหรือฉ้อโกง การประกันภัยความรับผิดตามกฏหมายต่อสาธารณชนของผู้ประกอบการ หรือนิติบุคคล
การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชนของ ผู้ประกอบการหรือนิติบุคคล ได้แก่ การประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของเจ้าของ ผู้ให้เช่า และ ผู้เช่าสถานที่ (OWNERS’LANDLORDS’ AND TENANTS’ LIABILITY) การประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก อันเนื่องจากการบำรุงรักษาและการดูแลสถานที่ ยังผลให้เกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินและ / หรือความบาดเจ็บทางร่างกายการประกันภัยประเภทนี้เหมาะสำหรับเจ้าของโรงงาน เจ้าของห้างสรรพสินค้า เจ้าของอาคารพาณิชยกรรม ผู้เช่าโรงงาน เป็นต้นการประกันความรับผิดของผู้ทำการผลิตและผู้รับเหมา (MANUFACTURERS’ AND CONTRACTORS’ LIABILITY INSURANCE) คือการประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก เนื่องจากการปฏิบัติงานและยังผลให้ความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินและ/หรือความบาดเจ็บทางร่างกาย การประกันภัยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้รับเหมางานก่อสร้างต่าง ๆ เช่น งานก่อสร้างทางโครงการรถไฟฟ้า ผู้ประกอบการผลิต เป็นต้น การประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (PRODUCT LIABILITY) หมายถึง การคุ้มครองผู้ผลิตสินค้าเมื่อมีการเสียหายเกิดขึ้นกับผู้บริโภคสินค้า การประกันความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (EMPLOYER’S LIABILITY) หมายถึง ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแก่ลูกจ้าง และลูกจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนายจ้าง การประกันภัยดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง แก่นายจ้าง การประกันความรับผิดตามสัญญา (CONTRACTUAL LIABILITY) หมายถึง การให้ความคุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากสัญญา เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจดูแล และบำรุงรักษาลิฟท์ ได้ทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง ขณะเดียวกันได้ขอทำประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างบำรุงรักษาดูแลลิฟท์ ว่าถ้าเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้ลิฟท์ทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน ผู้ใช้ลิฟท์สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้การประกันความรับผิดอย่างกว้างขวางของผู้ประกอบธุรกิจต่อบุคคลอื่น (COMPREHENSIVE GENERAL LIABILITY) การประกันประเภทนี้ให้ขอบเขตความคุ้มครองหลายประเภทในสถานที่ประกอบการแห่งเดียว เช่น โรงแรม จะมีความรับผิดต่อผู้มาใช้บริการต่าง ๆ ในโรงแรม เช่น สระว่ายน้ำ บันไดเลื่อน ห้องอาหาร ห้องออกกำลังกาย สถานที่จอดรถ ทรัพย์สินในห้องพักเสียหาย เป็นต้น หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย นั่นหมายถึง บริษัทประกันภัยสามารถที่จะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายได้โดยตรง แม้ว่าบริษัทประกันภัยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้เสียหายสาเหตุที่เกิดความรับผิดซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกนั้น จะต้องเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันและไม่ได้คาดคิดมาก่อน เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา แต่เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัยบริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย หรือบุคคลภายนอกเฉพาะจำนวนเงินที่ ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น ถ้าเป็นความรับผิดอย่างอื่นที่ไม่มีกฎหมายรองรับ บริษัทประกันภัยก็ไม่มีความผูกพันจะต้องจ่ายบุคคล ภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย หมายถึง บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ไม่ใช่เป็นบุคคลใน ครอบครัว หรือบุคคลที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับกิจการของผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ในระหว่างทางการที่จ้าง หรือบุคคลผู้ซึ่งในขณะเกิดอุบัติเหตุอยู่ในระหว่างการปฏิบัติงานให้ผู้เอา ประกันภัยภายใต้สัญญาว่าจ้างหรือการฝึกงาน บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์หรือเรียกว่า“จำนวนเงินจำกัดความรับผิด” (Limit of Liability) กรณีที่บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ผู้รับประกันภัยอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ หากความรับผิดนั้นเป็น ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อลูกจ้างภายใต้กฎหมายเรื่อง กองทุนทดแทน (Workmen Compensation) เช่น กรณีลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุในงานที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต กรมธรรม์ความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชนจะไม่คุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องจัดทำการประกันภัยทดแทนแรงงานแยกต่างหาก ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในฐานะที่เป็นนายจ้างจะต้องรับผิดต่อลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างต้องได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุในการทำงานให้แก่นายจ้าง ดังนั้น นายจ้างจะต้องจัดทำประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้างแยกต่างหากความ รับผิดที่ผู้เอาประกันภัยยอมรับเอาเอง หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัยภัยทำสัญญาตกลงกับบุคคลอื่น ในการยอมรับผิดมากกว่าความรับผิดที่กฎหมายปกติกำหนดไว้ ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยไม่ได้ทำสัญญาดังกล่าวความรับผิดนั้นจะไม่เกิดขึ้น เช่น การรับผิดด้วยความสงสาร เป็นต้น ความรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
ความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเอง ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่ผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยครอบครองหรือเช่าอยู่ หรือกำลังใช้อยู่ ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครอง ดูแลหรือควบคุมโดยผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้าง หรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัย ทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครอง ดูแล และควบคุมของผู้เอาประกันภัยนี้ถือเสมือนเป็นทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเอง ความเสียหายต่อตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจเกิดจากการชำรุดของส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์นั่นเอง (การประกันภัยค้ำประกันผลิตภัณฑ์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายดังกล่าว)ความเสียหายต่องานที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งทำโดยหรือทำในนามของผู้เอาประกันภัยความเสียหายที่เกิดแก่สถานที่หรืออาคารที่ผู้เอาประกันภัยได้จำหน่ายขายหรือโอนให้บุคคลอื่นไปแล้ว ความรับผิดอันเนื่องมาจากยวดยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องยนต์ความรับผิดเนื่องจากภัยที่ให้ผลหายนะอย่างใหญ่หลวง ได้แก่ ภัยสงคราม ภัยเนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น และความรับผิดเนื่องจากมลภาวะ (POLLUTION) การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (Personal Injury)
การ ประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะนั้น นอกจากจะให้ความคุ้มครองต่อการเสียชีวิต และความบาดเจ็บทางร่างกายของบุคคลภายนอกแล้ว ผู้เอาประกันภัยอาจขอให้บริษัทขยายการคุ้มครองรวมถึงการเสียหายต่อสิทธิส่วน ตัวอย่างอื่นด้วย ซึ่งเรียกว่า “การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล” (Personal Injury) ซึ่งหมายถึง ความรับผิดอันเนื่องจากการบาดเจ็บทางร่างกาย และความรับผิดเนื่องจากเหตุอื่น ๆ ด้วย เช่น จากการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะกระทำโดยวาจา หรือโดยลายลักษณ์อักษร การทำให้ผู้อื่นสูญเสียอิสรภาพ หรือสิทธิส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับร่างกายโดยตรง ประโยชน์ของการประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ
การทำประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะมีประโยชน์ดังนี้
สำหรับเจ้าของอาคาร ได้รับการบรรเทาความเสียหายด้านการเงิน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น และส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สิน โดยความเสียหายนั้นอยู่ในความรับ ผิดชอบของเจ้าของอาคาร เจ้าของอาคารก็จะได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย สำหรับผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ทางด้านการเงินของผู้ประสบภัยและ/หรือทายาทของผู้ประสบภัย สำหรับสังคมโดยรวม การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นการให้ความคุ้มครอง ทางการเงินของบุคคลหรือนิติบุคคลจากการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ดังนั้นการประกันภัยดังกล่าวนี้ จึงถือเป็นหลักประกันที่ดีต่อสังคม ซึ่งจะยังประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศสำหรับต่อเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินการทางธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีความมั่นคง เนื่องจากผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจได้โอนความเสี่ยงภัยไปให้กับบริษัทประกันภัย ดังนั้นเมื่อเกิดความรับผิดต่อบุคคลภายนอกขึ้น บริษัทประกันภัยก็จะเข้ามารับชดใช้ ทำให้ธุรกิจไม่ต้องหยุดชะงักลง ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม


การประกันอุบัติเหตุเดินทาง

การประกันภัยการเดินทางคืออะไร และมีความหมายครอบคลุมเพียงใด

การประกันภัยการเดินทาง เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยหากผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุ และผลของอุบัติเหตุนั้นส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยบาดเจ็บต้องได้รับการรักษาพยาบาล หรือสูญเสียอวัยวะ มือ เท้า และสายตา หรือเสียชีวิต แต่ทั้งนี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเกิดขึ้น ภายในระยะเวลาระหว่างการเดินทางที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น คุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 - วันที่ 14 สิงหาคม 2543 ตลอดระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยเดินทางไป – กลับ กรุงเทพ-อเมริกา เป็นต้น
หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอย่างไร
หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการประกันภัยการเดินทางแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตหรือสูญเสียมือ เท้าและสายตา บริษัทจะจ่ายค่าทดแทน ให้เป็นเงินก้อนแก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาทดังนี้ 1.1 การเสียชีวิต
100 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
1.2 การสูญเสียมือ เท้า และ/หรือสายตา รวม 2 ข้าง100 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
1.3 การสูญเสียมือ เท้า หรือสายตาหนึ่งข้าง 50 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
กรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยค่ารักษา พยาบาลตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย การประกันภัยการเดินทางมีข้อยกเว้นที่บริษัทไม่คุ้มครองอย่างไรบ้าง
การประกันภัยการเดินทาง จะมุ่งให้ความคุ้มครองต่ออุบัติเหตุที่เป็นความเสี่ยงภัยพื้นฐานของคนโดยทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการกำหนดข้อยกเว้นในกรมธรรม์ที่จะไม่คุ้มครองในเหตุการณ์บางอย่าง อาทิเช่น การกระทำของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา หรือยาเสพติด การฆ่าตัวตาย พยายามฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายร่างกายตนเอง การแท้งลูกสงคราม การปฏิวัติ การกบฎการจลาจล การนัดหยุดงาน การที่ประชาชนก่อความวุ่นวายลุกฮือฮาต่อต้านรัฐบาล การแผ่รังสี หรือกัมมันตภาพรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ อาวุธนิวเคลียร์ การเล่นหรือแข่งกีฬาอันตราย เช่น เล่นสกี การแข่งรถ แข่งเสก็ต เป็นต้น ขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ขณะที่โดยสารอยู่ในเครื่องบินที่มิใช่สายการบินพาณิชย์ เช่น เฮลิคอปเตอร์ การคุ้มครองความเสียหายอื่น ๆ นอกเหนืออุบัติเหตุในการเดินทาง
การ ประกันภัยการเดินทางนั้น เป็นแบบการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรมการประกันภัยให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกบริษัท ในปัจจุบัน บริษัทประกันภัยหลายบริษัทได้มีการคิดค้นและพัฒนารูปแบบการรับประกันภัยการเดินทางใหม่ ๆ ขึ้น เพื่อความสะดวกโดยให้ผู้เอาประกันภัยมีทางเลือกและได้รับความคุ้มครองมากขึ้นจากกรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐาน ความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว อาทิเช่น การชดเชยค่าใช้จ่ายเมื่อมี การสูญเสียและความเสียหายของกระเป๋าเดินทาง ความล่าช้าของกระเป๋าเดินทาง การยกเลิก การหยุดชะงักการเดินทาง หรือการเดินทางล่าช้า ความล่าช้าของเที่ยวบิน การสูญเสียเงินส่วนตัว การสูญเสียเอกสารเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายและการส่งกลับประเทศเพื่อรักษาพยาบาล การส่งศพหรือกระดูกหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก เป็นต้น


การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance)

ความสำคัญของ Product Liability Insurance การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการที่ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กล่าวถึงความรับผิดฯ ดังกล่าว แต่แนวโน้มคงจะมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ (Demand) ของ Product Liability Insurance ในประเทศไทย ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของ Product Liability ในประเทศไทย มี 3 ประการ คือ 1. ประชาชนให้ความสำคัญกับ "(มูล)ค่าของชีวิต" มากขึ้น
2. ประชาชนตระหนักว่าการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสามารถได้รับการชดใช้ และ
3. กฎหมายและค่านิยมของสังคมให้ความสำคัญกับการมีประกันภัยเพื่อชดใช้ความรับ ผิดทางกฎหมายมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ (Product) ในที่นี้หมายถึงอะไร ผลิตภัณฑ์ (Product) หมายถึง อะไรก็ตามที่ถูกผลิต (manufactured) ยกตั้ง (erected) ติดตั้ง (installed) ซ่อมแซม (repaired) ให้บริการ (serviced) ดูแลรักษา (treated) ขาย (sold) หรือกระจายการจำหน่าย (distributed) โดยผู้เอาประกันภัย (รวมถึงหีบห่อของสิ่งเหล่านั้นด้วย) ภายหลังจากที่ละจากสถานประกอบการและไม่อยู่ในการครอบครองหรือควบคุมของผู้เอาประกันภัยแล้ว
ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ของเล่นเด็ก ชิ้นส่วนของเครื่องบิน เครื่องมือทางการแพทย์ ยา สารเคมี เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าที่มีอายุใช้งานนาน และตัวอย่างของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า / ส่งออก ผู้ขาย ฯลฯ
Product Liability Insurance ต่างจาก Public Liability Insurance อย่างไร Public Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่เกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเนื่องจากการดำเนินงานของผู้เอาประกันภัย แต่ Product Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดเนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ได้ละจากสถานประกอบการไปแล้วและอยู่ภายใต้การควบคุมหรือการใช้ของบุคคลอื่น (ที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย) Product Liability Insurance ไม่ใช่ Product Guarantee Insurance Product Guarantee Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานตาม หน้าที่ที่ระบุไว้ แต่ Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่ผู้เอาประกันภันภัยมีต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย แก่ทรัพย์สินอันเนื่องมาจากตัวผลิตภัณฑ์นั้น แบบของ Product Liability Insurance ปัจจุบันที่ใช้อยู่ทั่วไปมี 2 แบบ แบบแรกเป็นฉบับของ Insurance Service Office, Inc. (ISO) ซึ่งมีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน อีกแบบหนึ่งเรียกว่า Interational Broadform ซึ่งไม่มีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองสำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย (Bodily Injury) หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Property Damage) ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้นต้องเป็นอุบัติเหตุ ที่เกิดจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์และเกิดขึ้นภายในอาณาเขตความ คุ้มครองของกรมธรรม์ การให้ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance เขียนได้ 2 ลักษณะ คือ 1) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิด ขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Occurrence Coverage Trigger) แม้การเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอาจเกิดขึ้นหลังจากที่กรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ หมดอายุแล้ว
2) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่การ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดขึ้นครั้งแรกภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Claim-made Trigger) แม้การบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เป็นสาเหตุของการเรียกร้องดังกล่าวอาจเกิดขึ้นก่อนระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น ๆ ก็ตาม
ในการพิสูจน์ความคุ้มครอง ผู้ที่บาดเจ็บหรือได้รับความเสียหาย (Injured Party) ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ให้ได้ว่า การบาดเจ็บหรือเสียหายดังกล่าวเกิดจากหรือเป็นผลมาจากความบกพร่องในตัว ผลิตภัณฑ์ของผู้เอาประกันภัย (Burden of proof falls on the injred party.)
ข้อยกเว้น (Exclusions) ข้อยกเว้นที่สำคัญของ Product Liability Insurance ได้แก่ 1. ความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดแก่ตัวผลิตภัณฑ์ (Physical Damage to The Product) ข้อยกเว้นข้อนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประกันภัยต้องมาชดใช้ค่าเสีย หายในการซ่อมแซมหรือจัดหามาทดแทนซึ่งผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากการออกแบบหรือการผลิต หรือการทำงานที่ผิดพลาดของผู้เอาประกันภัยเอง
2. ค่าใช้จ่ายในการเรียกผลิตภัณฑ์นั้นคืน (Recall expenses) หลายครั้งที่ปรากฎในภายหลังว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จำหน่ายออกไปแล้วนั้นมีข้อ บกพร่องอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ ผู้ผลิตมักเรียกผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคืนเพื่อแก้ไขหรือซ่อมแซมข้อบกพร่องดัง กล่าว โดยการเรียกคืนนั้นอาจกระทำโดยความสมัครใจของผู้ผลิตเอง หรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาจสูงมาก เนื่องจาก Product Liability Insurance ไม่ได้มีความตั้งใจจะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายชนิดนี้ จึงได้ระบุยกเว้นไว้ชัดเจนในกรมธรรม์
3. การรับประกันคุณภาพหรือสัญญาณที่ผู้เอาประกันภัยได้ให้ไว้กับผู้บริโภค รวมถึงการที่ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานได้ถึงระดับหรือในแบบที่ผู้เอาประกัน ภัยอ้าง
4. ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ที่ผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ ก่อนจะมีการเอาประกันภัยขึ้น ข้อยกเว้นนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตของผู้เอาประกันภัย เพราะหากผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่จะเอาประกันภัยมี ข้อบกพร่องที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียหายแก่ผู้บริโภคจึงตัดสินใจทำ ประกันภัย การบาดเจ็บหรือเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ถือเป็นอุบัติเหตุ ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้
จำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Limit of Insurance) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดของ Product Liability Insurance มี 2 จำนวนคือ (1) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้ง (Per Occurrence Limit) และ
(2) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อหนึ่งช่วงระยะเวลาเอาประกันภัย (Aggregate Limit) ซึ่งจะลดลงเท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ได้จ่ายไปแล้วในช่วงระยะเวลาเอาประกัน ภัยนั้น
สาเหตุที่ต้องมี Aggregate Limit ก็เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง อาจมีความบกพร่องเดียวกันในผลิตภัณฑ์หลายชิ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ใช้หลายรายสำหรับความบกพร่อง เดียวกัน ดังนั้นผู้รับประกันภัยจึงต้องจำกัดจำนวนความรับผิดรวมต่อหนึ่งช่วงระยะเวลา เอาประกันภัยไว้
การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัย (Exposure Analysis) การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยในด้านความรับผิดจากผลิตภัณฑ์พิจารณาจาก 4 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1) ตัวผลิตภัณฑ์ (Product)
คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีรูปร่าง หน้าตา และลักษณะเป็นอย่างไร 2) การใช้งานของผู้บริโภค (End Use) คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีวัตถุประสงค์ในการใช้อย่างไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตแล้วยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ และมีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์มากน้องแค่ไหน ฉลาด คำเตือน วิธีใช้ หรือคู่มือการใช้เป็นอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ เป็นต้น
3) การควบคุมคุณภาพและการผลิต (Controls) คือ วิเคราะห์ขั้นตอนและกระบวนการควบคุมคุณภาพ การทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการนำไปใช้หรือจำหน่ายและการเก็บข้อมูลการทดสอบของผู้ ผลิต
4) ประสบการณ์หรือสถิติความเสียหายในอดีต (Experience) คือ วิเคราะห์จำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในอดีต จำนวนการตรวจพบข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของผู้ผลิตในตัวสินค้านั้น
ประโยชน์ของ Product Liability Insurance ประโยชน์ทางตรงได้แก่ การที่ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองและการชดใช้ที่สมควร เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือประสบความเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน
ประโยชน์ทางอ้อมได้แก่ การที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มความใส่ใจและระมัดระวังในทุกขั้นตอนการผลิตสินค้ามาก ยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่จะนำมาใช้ กระบวนการควบคุมคุณภาพ และการทดสอบสินค้าก่อนนำออกจำหน่าย อันจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้น
ในส่วนของการแข่งขั้นการค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ผู้บริโภคต่างประเทศมีความมั่น ใจในการใช้สินค้าไทยมากขึ้น ลดโอกาสที่จะถูกกีดกันทางการค้าลง ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย


การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท

การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแทบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกร้องหรือฟ้องร้องดำเนินคดี ให้รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการประกอบวิชาชีพของบุคคลนั้น ๆ
ในอดีต การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพให้ความคุ้มครองจำกัดอยู่เพียงอาชีพที่ยอม รับกันว่าเป็นวิชาชีพเท่านั้น เช่น นักกฎหมาย แพทย์ วิศวกร สถาปนิก และนักบัญชี เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการขยายความคุ้มครองออกไปยังอาชีพอื่น ๆ ด้วย โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวิชาชีพเฉพาะเท่าที่เคยยอมรับกันมา เช่น การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้
การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้
การประกันภัย ความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ (Directors and Officers Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกรรมการ (Directors) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร (Executive Officers) ของบริษัท สำหรับความสูญเสียหรือค่าเสียหายทางการเงิน อันเนื่องมากจาก "การละเมิดหรือการกระทำผิด (wrongful acts)" ที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย นอกจากนี้ การประกันภัยดังกล่าว ยังให้ความคุ้มครองตัวบริษัทในกรณีที่บริษัทได้รับอนุญาตหรือผูกพันที่จะ ต้องชดใช้ให้กับกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่สำหรับการกระทำผิดที่กรรมการหรือ เจ้าหน้าที่นั้นต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากมองในมุมของการประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ก็คือ ความรับผิดทางอาชีพการบริหารจัดการ (Managerial professional liability) นั่นเอง
ข้อกำหนดสัญญาสำคัญในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่
ในสหรัฐ อเมริกา กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท (ซึ่งต่อไปจะเรียกสั้น ๆ ว่า กรมธรรม์ DO) ไม่มีแบบและข้อความที่กำหนดเป็นมาตรฐานแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อใช้กับกรรมการและเจ้าหน้าที่ในบริษัททุกประเภท นอกจากนี้ กรมธรรม์ DO ยังเป็นกรมธรรม์ที่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์และลักษณะความเสี่ยงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงเป็นข้อกำหนดสำคัญ ๆ ทั่วไปที่ปรากฎในกรมธรรม์ DO ส่วนมากที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกา
ข้อตกลงคุ้มครอง (The Coverage)

สัญญาประกันภัยของกรมธรรม์ DO มีอยู่ 2 สัญญา ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ (คือ ไม่สามารถเลือกเอาสัญญาประกันภัยใดสัญญาประกันภัยหนึ่งได้ ต้องรับทั้งสองส่วน) ได้แก่ Coverage A และ Coverage B
Coverage A หรือสัญญาประกันภัยส่วนแรก ให้ความคุ้มครองกรรมการและเจ้าหน้าที่แต่ละคน บางครั้งอาจเรียกว่า "ความคุ้มครองรับผิดรายบุคคล (Individual Liability Coverage)" หรือ "ความคุ้มครองโดยตรง (Direct Coverage)" หรือ "ความคุ้มครองแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่ (Directors and Officers Coverage)"
ตัวอย่างข้อความคุ้มครองใน Coverage A:
Individual Liability Coverage : The insurer agrees to reimburse the Individual Insureds for the amount of Loss, except for the amount of such Loss which the Company Insured shall reimburse the Individual Insured, which such Individual Insureds shall have sustained resulting from any Claim which alleges any act, error, omission, missstatement, missleading statement, or neglect or breach of duty by the Individual Insured solely in their capacities as directors as directors and/or officers of the Company Insured and which is FIRST MADE AGAINST THE INDIVIDUAL INSURED DURING THE POLICY PERIOD OR THE OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PURCHASED, AND REPORTED TO THE INSURER DURING THE POLICY PERIOD OR THE OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PURCHASED, OR WITHIN SIXTY (60) DAYS AFTER THE EXPIRATION OF THE POLICY PERIOD OR OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PURCHASED
Coverage B หรือสัญญาประกันภัยส่วนที่สอง ให้ความคุ้มครองจำนวนเงินในส่วนที่บริษัทที่กรรมการและเจ้าหน้าที่ทำงานให้ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือผูกพันที่จะต้องชดใช้ในการต่อสู้ข้อเรียกร้องหรือ ตกลงยอมความสำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายที่กระทำต่อกรรมการและเจ้าหน้าที่ นั้น สัญญาประกันภัยส่วนนี้ บางครั้งมีชื่อเรียกว่า "ความคุ้มครองการชดใช้คืนให้กับบริษัท (Coperate Reimbursement Coverage)" หรือ "ความคุ้มครองการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Indemnification Coverage)"
ตัวอย่างข้อความคุ้มครองใน Coverage B
Company Reimbursement Coverage : The insurer agree to reimburse the Company Insured for the amount of Loss for which the Company Insured has lawfully idemnified or was obligated by law to indemnify the Individual Insureds resulting from any Claim which alleges any act, error, omission, misstatement, misleading statement, or neglect or breach of duty by the Individual Insureds solely in their capacities as directors and/or officers of the Company Insured and which is FIRST MADE AGAINST THE INDIVIDUAL INSURED DURING THE POLICY PERIOD OR THE OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PRCHASED, AND REPORTED TO THE INSURER DURING THE POLICY PERIOD OR THE OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PURCHASED, OR WITHIN SIXTY(60) DAYS AFTER THE EXPIRATION OF THE POLICY PERIOD OR OPTIONAL EXTENSION PERIOD, IF PURCHSED.
จากตัวอย่าง ข้อความคุ้มครองในสัญญาประกันภัยทั้งสองส่วนข้างต้น จะสังเกตได้ว่า

1) มีการระบุไว้ชัดเจนในสัญญาประกันภัยส่วนแรก หรือ Individual Liability Coverage ว่าจะให้ความคุ้มครอง เฉพาะในส่วนที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทเท่านั้น การระบุไว้เช่นนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้สัญญาประกันภัยทั้งสองมีความคุ้มครอง ซ้อนกัน
2) กรมธรรม์ DO เป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองเมื่อมีการเรียกร้อง (Claims-made Trigger) กล่าวคือ ความเสียหายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ DO ต้องเป็นความเสียหายที่เป็นผลมาจากการเรียกร้องซึ่งกระทำต่อผู้เอาประกันภัย เป็นครั้งแรกในระหว่างที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับหรือระหว่างระยะเวลา ความคุ้มครองที่ขยายออกไป (หากมี) และได้แจ้งให้แก่ผู้รับประกันภัยทราบภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวหรือภาย ใน 60 วันหลังจากวันสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว ส่วนที่ว่าระยะเวลาคุ้มครองจะขยายออกไปได้อีกเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย แต่โดยทั่วไป จะขยายออกไปอีกไม่เกิน 1 ปี หลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง
กรมธรรม์ DO บางฉบับกำหนดว่า "การละเมิดหรือการกระทำผิด" ที่จะได้รับความคุ้มครองนั้นต้องเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัยหรือหลัง วันที่กรมธรรม์ระบุให้การคุ้มครองมีผลย้อนหลัง (Restrospective Date) แต่จะมีกรมธรรม์ DO บางฉบับไม่จำกัดเวลาที่เกิดการละเมิดหรือการกระทำผิด เพียงการเรียกร้องนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระหว่างที่การประกันภัยมีผล บังคับก็จะได้รับความคุ้มครองแล้ว ซึ่งในกรณีหลังนี้ ขณะที่ขอเอาประกันภัย ผู้รับประกันภัยก็มักจะให้ผู้เอาประกันภัยจัดทำหนังสือรับรองว่า กรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัทไม่เคยระแคะระคายถึงการละเมิดหรือการกระทำ ผิดใด ๆ ที่อาจส่งผลให้มีการเรียกร้องในภายหลัง
นอกจากนี้ กรมธรรม์ DO บางฉบับอาจปรากฎข้อกำหนดที่ว่าด้วยการทราบถึงการละเมิดหรือการกระทำผิด ซึ่งเรียกว่า Discovery Provision หรือ Discovery Clause โดยสาระสำคัญของข้อกำหนดนี้ก็คือ หากผู้เอาประกันภัยได้ทราบว่ามีการละเมิดหรือการกระทำผิดที่อาจนำไปสู่การ เรียกร้องได้ในภายหลัง ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบเป็นลายลักษณ์อักษรถึงเหตุ เช่นว่านั้น และถ้าผู้รับประกันภัยได้รับทราบถึงเหตุดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าการเรียกร้องใด ๆ อันเป็นผลจากการละเมิดหรือการกระทำผิดข้างต้นย่อมได้รับความคุ้มครองภายใต้ ระยะเวลาเอาประกันภัยนั้นด้วย
สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งแก่ผู้รับประกันภัย ซึ่งกำหนดไว้ใน Discovery Clause ได้แก่

1.
ลักษณะของการละเมิดหรือการกระทำผิด
2.
วันที่กระทำผิดหรือละเมิดนั้น
3.
ความสูญเสียหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำผิดหรือการละเมิดนั้น
4.
ชื่อและข้อมูลของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่อาจจะถูกเรียกร้อง
5.
ชื่อและข้อมูลของบุคคลหรือนิติบุคคลที่อาจจะเป็นผู้เรียกร้อง
6.
สถานที่ (ประเทศ/รัฐ) ที่การเรียกร้องนั้นอาจเกิดขึ้น
7.
สิ่งบอกเหตุหรือลักษณะการณ์ที่ทำให้ผู้เอาประกันภัยเริ่มตระหนักว่าอาจมีโอกาสถูกเรียกร้องได้

3) การละเมิดหรือการกระทำผิด (Wrongful Act) ของกรรมการและเจ้าหน้าที่ ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ DO ไม่มีการจำกัดไว้ว่าต้องมีลักษณะอย่างใดบ้าง แต่โดยทั่ว ๆ ไปหมายรวมถึง (แต่ไม่จำกัดเพียง) การผิดพลาด (error) การแถลงข้อความผิดพลาด (missitatement) การแถลงข้อความที่ทำให้เข้าใจผิด (misleading statement) การกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำหรือการละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่ควรทำ (act or omission) การประมาทเลินเล่อ (neglect) การกระทำผิดหน้าที่ (breach of duty) ทั้งที่ได้กระทำแล้วหรือพยายามกระทำหรือที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำหรือพยายาม กระทำ ของกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เอาประกันภัย โดยทั้งนี้ทั้งปวง ต้องเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่มีต่อ บริษัท (in the insured s capacity as a director or officer for the corporation) เท่านั้น ดังนั้น การกระทำหรือการละเว้นไม่กระทำที่จะได้รับความคุ้มครองจึงพิจารณาจากอำนาจ หน้าที่ของบุคคลผู้เอาประกันภัยก่อนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ เป็นที่สังเกตุว่า สัญญาประกันภัยทั้งสองส่วนมิได้มีการให้ความคุ้มครองในกรณีที่บริษัท (ในฐานะนิติบุคคล) เองถูกเรียกร้องหรือฟ้องร้องดำเนินคดีให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น หากบริษัทต้องการได้รับความคุ้มครองในกรณีนี้ บริษัทจะต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมที่เรียกว่า "ความคุ้มครองตัวบริษัท (Entity Coverage)" ซึ่งจะอธิบายในภายหลัง
ความสูญเสียหรือค่าเสียหาย (Loss)
ความสูญเสีย หรือค่าเสียหาย (Loss) ที่จะได้รับการชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ในกรมธรรม์ DO จะให้คำนิยามของคำว่า "ความสูญเสีย" หรือ "ค่าเสียหาย" ไว้ ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องอ่านโดยรอบคอบ เนื่องจากกรมธรรม์ DO แต่ละฉบับอาจยกเว้นการชดใช้ความสูญเสียหรือค่าเสียหายบางชนิดแตกต่างกันเล็ก น้อย แต่โดยทั่วไป ความสูญเสียหรือค่าเสียหายที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายให้กับผู้เอาประกันภัย ตามกรมธรรม์ DO จะได้แก่ จำนวนเงินทั้งหมดที่ผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชำระให้ แก่ผู้เรียกร้อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องหรือต่อสู้คดี ทั้งนี้ ไม่รวมถึง ค่าภาษีอากร ค่าปรับทางแพ่งหรือทางอาญาหรือเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าปรับเพื่อลงโทษ (puntive damages) หรือค่าปรับเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง (exemplary damages) และความสูญเสียหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ไม่สามารถเอาประกันภัยได้
ตัวอย่างการให้ความหมายของคำว่า "Loss" ในกรมธรรม์ DO
Loss means compensatory damages, settlements, Claim Expenses Incurred by the Insured, and Claim Expenses Incurred by the Insurer, provided always that Loss shall not include matters that are uninsurable under the law pursuant to which this policy shall be construed or punitive damages or any multiplication, including trebling of damages.
เนื่องจากความสูญเสียหรือค่าเสียหายตามกรมธรรม์ DO รวมถึง ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องหรือต่อสู้คดีด้วย ในการกำหนดจำนวนเงินจำกัดความรับผิด ผู้เอาประกันภัยจึงต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วย มิใช่แต่เพียงความรับผิดตามกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว
ผู้เอาประกันภัย (Person Insured)
ผู้เอาประกัน ภัยในกรมธรรม์ DO มี 2 ประเภท คือ บุคคลที่เอาประกันภัย (Individual Insureds) และบริษัทที่เอาประกันภัย (Company Insured) โดยใน Coverage A ผู้เอาประกันภัย คือ บุคคลที่เอาประกันภัย (Individual Insureds) ซึ่งหมายถึง กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร / ระดับสูงของบริษัทที่เอาประกันภัย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นอกจากนี้ กรมธรรม์ DO ส่วนมากยังให้ความคุ้มครองไปถึง ผู้พิทักษ์ทรัพย์ ทายาท หรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ข้างต้นด้วยในกรณีที่ กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวถึงแก่ความตาย ล้มละลาย หรือกลางเป็นผู้ไร้ความสามารถ (แต่เฉพาะเพียงในส่วนความรับผิดตามกฎหมายที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่นั้น ๆ มีเท่านั้น)
ภายใต้ Coverage B ผู้เอาประกันภัยคือ บริษัทที่เอาประกันภัย (Company Insured) ซึ่งหมายถึง บริษัทที่ถูกระบุชื่อในหน้าตารางกรมธรรม์ (Name Company Insured) ซึ่งจะมีบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทก็ได้ กรมธรรม์ DO บางฉบับยังขยายความคุ้มครองไปถึงบริษัทอื่น ๆ ที่มิได้ระบุชื่อแต่เป็นบริษัทในเครือของบริษัทที่เอาประกันภัย (unnamed subsidiaries) ด้วย และหากมีการควบหรือรวมกิจการเกิดขึ้น กรมธรรม์ DO บางฉบับก็ระบุให้ต้องแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อผู้รับประกันภัยด้วย และอย่าลืมว่าความคุ้มครองในสัญญาประกันภัยส่วนที่สองนี้ จะนำมาใช้เฉพาะเพียงในส่วนที่บริษัทเอาประกันภัย มีภาระผูกพันที่จะต้องชดใช้ให้แก่กรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัทเท่านั้น มิได้คุ้มครองความรับผิดอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการเรียกร้องที่กระทำต่อตัวบริษัทที่เอาประกันภัยนั้น
ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องและการตกลงยอมความ (Claim Expenses and Settlements)
ข้อกำหนดในการต่อสู้ข้อเรียกร้องในกรมธรรม์ DO แตกต่างจากกรมธรรม์ความรับผิดอื่น ๆ กล่าวคือ หน้าที่ในการต่อสู้เรียกร้องตกเป็นของผู้เอาประกันภัย
ยิ่งกว่านั้น ในกรมธรรม์ DO ทุกฉบับยังระบุอีกว่า ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อ เมื่อได้รับความยินยอมจากผู้รับประกันภัยแล้วเท่านั้น
ตัวอย่างข้อความในข้อกำหนดว่าด้วย Claim Expenses :
"It shall be the duty of the Individual Insureds and not the duty of the Insurer to defend Claims made against the Individual Insureds, provided that no claim expenses shall be incurred without the Insurer s consent."
อย่างไรก็ตาม ผู้รับประกันภัยมีสิทธิ์ที่จะทำการต่อสู้เรียกร้องแทนผู้เอาประกันภัยได้ ถ้าผู้รับประกันภัยเลือกที่จะกระทำเช่นนั้น อย่างไรก็ดี หน้าที่ในการต่อสู้ข้อเรียกร้องของผู้รับประกันภัยจะสิ้นสุดลงเพียงเมื่อ จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่มีอยู่หมดลงเท่านั้น
ประเด็นต่อมา คือ เงื่อนเวลาในการจ่ายค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้อง กรมธรรม์ DO บางฉบับระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องให้ล่วงหน้า (advance payment) หรือให้ทันทีเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ในขณะที่บางฉบับระบุว่า ผู้รับประกันภัยไม่ผูกพันที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องจน กว่าการเรียกร้องนั้นจะได้รับการวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุด และบางฉบับก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เลย
เนื่องจากค่า ใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องนี้อาจมีจำนวนที่สูงมาก การที่ต้องทดรองจ่ายก่อนอาจเป็นภาระทางการเงินที่สำคัญสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ผู้เอาประกันภัยจึงควรให้ความสนใจในข้อกำหนดเรื่องนี้ด้วย
ในกรณีของการ ตกลงยอมความ (Settlements) กรมธรรม์ DO ระบุว่า ผู้รับประกันภัยไม่มีสิทธิ์เจรจาตกลงยอมความกับผู้เรียกร้องเองโดยปราศจาก ความยินยอมของผู้เอาประกันภัย แต่ผู้รับประกันภัยมีสิทธิ์ที่จะแนะนำให้ผู้เอาประกันภัยทำการตกลงยอมความ ได้ และหากผู้เอาประกันภัยยืนยันจะต่อสู้ข้อเรียกร้องโดยไม่เจรจาประนีประนอมยอม ความ ความรับผิดชอบของผู้รับประกันภัยจะจำกัดอยู่เพียงแค่จำนวนเงินชดใช้ค่าเสีย หายที่ต้องจ่ายหากมีการตกลงยอมความกันได้เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ผู้เอาประกันภัยก็ไม่สามารถประนีประนอมยอมความกับผู้เรียกร้องได้โดยปราศจากความยินยอมของผู้รับประกันภัย นอกเสียจากว่า จำนวนเงินความสูญเสียหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายนั้นอยู่ภายในวงเงินความรับผิดส่วนแรกที่มี (Applicable deductible) ของผู้เอาประกันภัย
ข้อยกเว้น (Exclusions)
เนื่องจากข้อยกเว้นในกรมธรรม์ DO อาจแตกต่างกันไปในแต่ละฉบับ ตัวอย่างข้อยกเว้นที่นำมากล่าวในที่นี้ จึงเป็นข้อยกเว้นหลัก ๆ ที่พบได้ทั่วไป
1) การประกันภัยอื่น (Other Insurance)
ความสูญเสียหรือเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยประเภท อื่นจะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ DO ตัวอย่างเช่น การบาดเจ็บทางร่างกาย ความเสียหายของทรัพย์สิน มลภาวะ หรือความเสียหายที่กำหนดไว้และจะเรียกร้องได้ตามกฎหมายเฉพาะ เป็นต้น รวมถึงการเรียกร้องที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ DO ฉบับก่อนหน้า
2) ความเสี่ยงภัยที่พิจารณายากหรือไม่สามารถรับประกันภัยได้ (Difficult-to-insure or Uninsurable Exposures)
ความเสียหายบางชนิดที่ยากแก่การพิจารณารับประกันภัยหรือมีความเสี่ยงภัยสูง มากก็จะถูกระบุยกเว้นในกรมธรรม์ DO เช่น ความเสียหายจากการฉ้อฉลหรือทุจริตของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ ความเสียหายที่เกิดจากการประสงค์ในผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความรับผิดเนื่องจากการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การซื้อ-ขายหุ้นของบริษัทที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่กระทำโดยอาศัยข้อมูลภาย ใน เป็นต้น
3) การเรียกร้องระหว่างผู้เอาประกันภัยด้วยกัน (Insured Versus Insured)
กรมธรรม์ DO มักไม่ให้ความคุ้มครองการเรียกร้องที่ผู้เอาประกันภัยกระทำต่อผู้เอาประกัน ภัยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์เดียวกัน อย่างไรก็ดี ข้อยกเว้นนี้ก็มักมีการยกเว้น (Exclusion s exceptions) ด้วย กล่าวคือ กรมธรรม์ DO ยังคงให้ความคุ้มครองการเรียกร้องบางประเภทที่ผู้เอาประกันภัยกระทำต่อผู้ เอาประกันภัย เช่น
- การเรียกร้องในนามของบริษัทที่เอาประกันภัย (โดยบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลผู้เอาประกันภัย) ซึ่งกระทำต่อกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ และ

- การเรียกร้องที่กระทำโดยบุคคลที่เอาประกันภัยรายหนึ่งหรือหลายรายต่อบุคคลที่เอาประกันภัยอีกรายหนึ่งหรือหลายราย อันเนื่องมากจากการเลิกจ้างโดยมิชอบ (wrongful termination) เป็นต้น
4) การจัดหาการประกันภัย (Maintenance of Insurance)
กรมธรรม์ DO ไม่ให้ความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายอันเป็นผลมาจากการไม่จัดหาการประกันภัยให้เพียงพอแก่ความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท XYZ ซึ่งทำกิจการผลิตของเล่นสำหรับเด็ก ไม่ได้จัดหากรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อตัวผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) ที่มีวงเงินเอาประกันภัยสูงเพียงพอ ต่อมาบริษัท XYZ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากของเล่นที่ผลิตออกมานั้นมีสารพิษซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายแก่ร่างกายของเด็กที่เล่นของเล่น บริษัท XYZ ถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากกรมธรรม์ความรับผิดต่อตัวผลิตภัณฑ์ที่บริษัท XYZ จัดหาไว้มีจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำเกินไป บริษัท XYZ จึงต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนที่เหลือจากยอดกำไรของบริษัท ทำให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงในปีนั้น ผู้ถือหุ้นของบริษัท XYZ จึงเรียกร้องให้กรรมการของบริษัท XYZ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ถือหุ้น ในกรณีนี้ กรมธรรม์ DO จะไม่ให้ความคุ้มครองความรับผิดของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่เนื่องจากการบริหารงานโดยประมาท ไม่จัดหาการประกันภัยให้เหมาะสมและเพียงพอ
อย่างไรก็ดี ข้อยกเว้นข้อนี้มักถูกดึงออก หลังจากที่ผู้รับประกันภัยได้ตรวจสอบโครงสร้างการเอาประกันภัยของบริษัทแล้ว และพบว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
5) การเป็นกรรมการในองค์กรภายนอก (Outside Directorships)
โดยทั่วไป กรมธรรม์ DO ไม่ให้ความคุ้มครองการละเมิดหรือการกระทำผิดของกรรมการ หากการละเมิดหรือการกระทำผิดนั้นเป็นการกระทำไปในฐานะที่เป็นกรรมการของ องค์กรภายนอกที่มิได้เกี่ยวข้องหรือมิได้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยต้องการความคุ้มครองเพิ่มในส่วนนี้ ต้องมีการเพิ่มเอกสารแนบท้ายที่ขยายความคุ้มครองออกไปและชำระเบี้ยประกันภัย เพิ่มเติม หรือซื้อความคุ้มครองในกรมธรรม์ DO อีกฉบับที่แยกต่างหากก็ได้

จำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Limit of Liability)
กรมธรรม์ DO มีการกำหนดจำนวนเงินจำกัดความรับผิด 2 จำนวน คือ จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้ง (Each loss limit) และจำนวนเงินจำกัดความรับผิดทั้งหมดต่อระยะเวลาเอาประกันภัย (Aggregate limit)
จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้ง (Each loss limit) หมายถึง จำนวนเงินสูงสุดที่ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภัยสำหรับการเรียกร้องหนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องภายใต้ความคุ้มครองของ Coverage A หรือ Coverage B ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งสองส่วน
ในกรณีที่มี จำนวนผู้เรียกร้องมากกว่า 1 คน หรือจำนวนการเรียกร้องมากกว่า 1 ครั้งอันเนื่องมาจากการละเมิดหรือการกระทำผิดเดียวกัน ให้ถือว่าการเรียกร้องทั้งหมดนั้นเป็นการเรียกร้องเพียงครั้งเดียว และจำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้งนั้นเป็นจำนวนเงินจำกัดความรับผิดจำนวน เดียวสำหรับการเรียกร้องทั้งหมด
>จำนวนเงิน จำกัดความรับผิดทั้งหมดต่อระยะเวลาเอาประกันภัย (Aggregate limit) หมายถึง จำนวนเงินสูงสุดที่ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภัยสำหรับการ เรียกร้องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น ๆ
จำนวนเงิน จำกัดความรับผิดทั้งหมดต่อระยะเวลาเอาประกันภัยนี้จะลดลงเมื่อมีการชดใช้ตาม ความคุ้มครองในกรมธรรม์ และเมื่อจำนวนเงินความรับผิดจำนวนนี้หมดลง ความคุ้มครองของกรมธรรม์ฉบับนั้นก็จะสิ้นสุดลงด้วยแม้จะยังไม่สิ้นสุดระยะ เวลาเอาประกันภัยก็ตาม
ความรับผิดส่วนแรก (Deductibles)
กรมธรรม์ DO มักมีการกำหนดความรับผิดส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งโดยทั่วไป จะกำหนดเป็นจำนวนความรับผิดส่วนแรกต่อการเรียกร้องหนึ่งครั้ง (Each-claim deductible) และสามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่น กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดส่วนแรกเฉพาะค่าเสียหายที่ได้รับความ คุ้มครองตาม Coverage B หรือกำหนดความรับผิดส่วนแรกทั้งใน Coverage A และ Coverage B แต่จำนวนความรับผิดส่วนแรกไม่เท่ากัน หรืออื่น ๆ แล้วแต่จะกำหนด
นอกจากนี้ ในกรมธรรม์ DO บางฉบับ ยังมีการกำหนดความรับผิดส่วนแรกต่อการเรียกร้องหนึ่งครั้งต่อกรรมการหรือ เจ้าหน้าที่หนึ่งคน (Each Claim-Each Director or Officer deductible) และในกรณีที่กรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่หลายคนถูกเรียกร้องจากการละเมิดหรือ การกระทำผิดเดียวกัน ความรับผิดส่วนแรกของกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกร้องทั้งหมดจะ ไม่เกินจำนวนความรับผิดส่วนแรกรวม (Aggregate Each Claim all Directors and Officers)
ตัวอย่างเช่น ความรับผิดส่วนแรกของกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ต่อครั้งต่อคนเท่ากับ 100,000 บาท แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ จะไม่เกิน 500,000 บาทต่อครั้งต่อกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกร้องทั้งหมด ดังนั้น ถ้ามีกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ถูกเรียกร้องจากการละเมิดหรือการกระทำผิดเดียวกัน 3 คน ความรับผิดส่วนแรกจะเท่ากับ 300,000 บาท ถ้าถูกเรียกร้องรวม 7 คน ความรับผิดส่วนแรกจะเท่ากับ 500,000 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ จำนวนความรับผิดส่วนแรกให้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องดวย
กรมธรรม์ DO บางฉบับไม่ได้กำหนดจำนวนความรับผิดส่วนแรกเป็นจำนวนเงินตายตัว แต่กำหนดเป็นร้อยละของความสูญเสียหรือค่าเสียหายแต่ละครั้ง เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดเป็นสัดส่วนกับมูลค่าความสูญเสียหรือค่าเสียหายที่แท้จริง อย่างไรก็ดี ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า การกำหนดความรับผิดส่วนแรกนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว จึงอาจพบรูปแบบการกำหนดความรับผิดส่วนแรกที่แตกต่างจากนี้ได้
เขตความคุ้มครอง (Territory Coverage)
กรมธรรม์ DO ให้ความคุ้มครองการละเมิดหรือการกระทำผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก
อย่างไรก็ดี มักมีข้อแม้ว่า การเรียกร้องที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ DO นั้นต้องกระทำภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง (แล้วแต่จะกำหนด) ทั้งนี้เนื่องจากการเรียกร้องอันเดียวกันอาจถูกตัดสินให้มีมูลค่าความสูญ เสียหายแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศนั่นเอง
การแบ่งส่วนความรับผิด (Loss Allocation)
เป็นที่ทราบ กันชัดเจนดีแล้วว่า กรมธรรม์ DO จะให้ความคุ้มครองบริษัทก็เฉพาะในส่วนที่บริษัทมีภาระผูกพันต้องชดใช้ให้แก่ ตัวกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทเท่านั้น ในกรณีที่การเรียกร้องนั้นเป็นการเรียกร้องที่ระบุให้กรรมการและ/หรือเจ้า หน้าที่และตัวบริษัท (ในฐานะนิติบุคคล) เป็นผู้ถูกเรียกร้องร่วมกัน มักมีปัญหาว่าจะแบ่งส่วนความรับผิดได้อย่างไร

เพื่อเป็นการ ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังว่าจะแบ่งส่วนความรับผิดระหว่างของ กรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่และของบริษัท (ในฐานะนิติบุคคล) กันอย่างไร หรือกรณีที่การเรียกร้องนั้นมีทั้งส่วนที่ได้รับความคุ้มครองและส่วนที่ไม่ ได้รับความคุ้มครอง จะแบ่งส่วนความรับผิดที่ได้รับความคุ้มครองและที่ไม่ได้รับความคุ้ม ครองอย่างไร กรมธรรม์ DO จึงมักมีข้อกำหนดในการจัดสรรเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจกระทำได้ ดังต่อไปนี้
1) การจัดสรรด้วยความพยายามอย่างดีที่สุด (Best Efforts Allocation)
ข้อกำหนดชนิดนี้กล่าวไว้สั้น ๆ ว่า ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการจัดสรร มูลค่าความสูญเสียหรือค่าเสียหาย ระหว่างส่วนที่ได้รับความคุ้มครอง
วิธีนี้ยังแก้ปัญหาข้อขัดแย้งได้ไม่ดีนัก
2) การจัดสรรด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการหรือการระงับข้อพิพาทวิธีอื่น (Arbitration/Alternative Dispute Resolution Allocation)
ข้อกำหนดวิธีนี้ กล่าวว่า การแบ่งส่วนความรับผิดจะใช้วิธีอนุญาโตตุลาการหรือวิธีการระงับข้อพิพาทอื่น ๆ (หากมี) และผู้รับประกันภัยจะทดรองค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องไปก่อนในสัด ส่วนที่ผู้รับประกันภัยเห็นว่าเหมาะสมจนกว่าการจัดสรรจะเสร็จสิ้น หลังจากนั้นจึงจะปรับส่วนที่ได้ทดรองไปแล้วกับส่วนที่ได้รับการจัดสรรในภาย หลัง
3) ใช้ ในกรณีที่กรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ และตัวบริษัท (ในฐานะนิติบุคคล) ตกเป็นผู้ถูกเรียกร้องร่วมกัน โดยผู้รับประกันภัยกับบริษัทจะตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อเรียกร้องในสัดส่วนเท่าใด เช่น ผู้รับประกันภัยรับผิดชอบ 80% และบริษัทรับผิดชอบ 20% เป็นต้น
แม้การจัดสรรโดยกำหนดไว้ล่วงหน้านี้ ไม่นิยมนำมาใช้กับการแบ่งส่วนความสูญเสียหรือค่าเสียหาย แต่ก็มิได้หมายความว่าจะนำมาใช้มิได้เลย ในบางกรณี ผู้รับประกันภัยอาจยินยอมที่จะใช้วิธีการจัดสรรนี้กับการแบ่งส่วนความสูญ เสียหรือค่าเสียหายด้วย โดยผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม
4) การให้ความคุ้มครองตัวบริษัท (Entity Coverage)
เพื่อตัดปัญหาการแบ่งส่วนความรับผิดอันยุ่งยากและคลุมเครือ ผู้รับประกันภัยบางรายจึงได้เพิ่มความคุ้มครองให้แก่ตัวบริษัท (ในฐานะนิติบุคคล) เสียด้วย ซึ่งเรียกความคุ้มครองส่วนนี้ว่า Entity Coverage โดยคิดเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมจากกรมธรรม์ DO ธรรมดา
ในอดีต ตัวบริษัทจะได้ความคุ้มครองในส่วนนี้เฉพาะการเรียกร้องบางประเภทเท่านั้น อย่างไรก็ดี กรมธรรม์ DO ที่ให้ความคุ้มครองตัวบริษัทกว้างขึ้นก็เริ่มเป็นที่ปรากฎมากขึ้นในตลาด

การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ : โอกาสและความเป็นไปได้ในประเทศไทย
การเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัฒน์ รวมทั้งการเปิดเสรีในธุรกิจหลายสาขาของประเทศไทย ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการและบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย ทั้งที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ และที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย ตื่นตัวเกี่ยวกับการประกันภัยความรับผิดประเภทต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เมื่อประกอบกับวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศที่เริ่มต้นในปี 2540 อันเนื่องมาจากการล้มละลายของสถาบันการเงินบางแห่งเกิดจากการบริหารงานที่ ผิดพลาด การประมาทเลินเล่อ หรือการปกปิดข้อความจริง หรือการแสดงข้อความที่ทำให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลทั่วไปเกิดความเข้าใจที่ไม่ ถูกต้อง ของผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จึงได้นำมาซึ่งคำถามว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้น
เมื่อมีแนว โน้มว่า ผู้บริหาร (ซึ่งรวมถึงกรรมการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ) อาจมีสิทธิ์ถูกเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดหรือการกระทำผิดของ ตนที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย หรือเสียหายทางการเงินแก่บุคคลอื่น ๆ ความต้องการกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองต่อความรับผิดของกรรมการและ เจ้าหน้าที่ของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด สังเกตได้จากจำนวนบริษัทประกันภัยที่ยื่น (หรือมีความประสงค์จะยื่น) ขอรับความเห็นชอบในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ และจำนวนบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่โทรมาสอบถามถึงการประกันภัยดังกล่าว ที่เพิ่มขึ้นจนสังเกตได้
ดังนั้น โอกาสในการขยายตัวของตลาดการประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ใน ประเทศไทยจึงยังมีสูงมาก อีกทั้ง กรมธรรม์ DO เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีรูปแบบและข้อความที่เป็นมาตรฐานตายตัว แต่สามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้เอาประกันภัยแต่ละรายได้ บริษัทประกันภัยจึงอาจนำแบบและข้อความของกรมธรรม์ชนิดนี้มาจากในต่างประเทศ ก่อน แล้วนำมาปรับหรือแก้ไขให้ตรงกับลักษณะความเสี่ยงภัยในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของความรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับกฎหมายในประเทศไทยเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพึงระลึกด้วยว่า กรมธรรม์ชนิดนี้ มักให้ความคุ้มครองสำหรับการละเมิดหรือการกระทำผิดไม่วาจะเกิดขึ้นที่ใดใน โลก ซึ่งก็หมายความว่า การประเมินความเสี่ยงภัย (ในขั้นตอนของการพิจารณารับประกันภัย) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคุ้มครองของกรมธรรม์ DO จะกว้างหรือแคบก็สุดแล้วแต่ความต้องการในการให้ความคุ้มครอง แต่อัตราเบี้ยประกันภัยจะต้องกำหนดให้สอดคล้องกับระดับของความคุ้มครองนั้น ด้วย
คำแนะนำในการ เลือกกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กรมธรรม์ DO นี้เป็นกรมธรรม์ที่บริษัทเป็นผู้ซื้อเพื่อให้ความคุ้มครองแก่กรรมการและเจ้า หน้าที่ของบริษัท ไม่ใช่กรมธรรม์ที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะต้องซื้อเองเป็นการส่วน ตัว
สำหรับบริษัท ที่ต้องการซื้อความคุ้มครอง ในระยะต้น อาจจะหาบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะรับประกันภัยประเภทนี้ยากอยู่สักนิด เนื่องจากหลายบริษัทยังไม่มีกรมธรรม์ DO เป็นของตนเอง แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะต้องมีรูปแบบและข้อความของกรมธรรม์ DO ออกมาเสนอตลาดมากยิ่งขึ้น
ในการเลือก สรรหากรมธรรม์ DO นั้น ก่อนอื่น ท่านจะต้องทราบว่า กรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัทของท่านนั้นมีความเสี่ยงต่อความรับผิดตาม กฎหมายในเรื่องใดบ้าง หรือมีกฎหมายเฉพาะอะไรที่บริษัทของท่านต้องใช้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ เป็นพิเศษ ในกรณีของบริษัทขนาดใหญ่ ฝ่ายกฎหมายของบริษัทจะช่วยได้มากในจุดนี้ ส่วนบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ก็ควรปรึกษากับบริษัทภายนอกที่ให้บริการด้านกฎหมาย การทราบถึงลักษณะความเสี่ยงภัยของบริษัทจะทำให้การติดต่อสอบถามรายละเอียด ที่เกี่ยวกับการประกันภัย DO เป็นไปอย่างตรงประเด็นมากขึ้น

ขั้นตอนต่อมา จะเป็นการดีกว่า หากท่านทำการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเงื่อนไขและรายละเอียดของการประกันภัยกับ บริษัทประกันภัยหลายบริษัท เพื่อดูว่าบริษัทประกันภัยใดจะมีความชำนาญในการรับประกันภัยประเภทนี้และให้ ข้อเสนอดีกว่ากัน นอกจากนี้ ท่านยังอาจต่อรองในรายละเอียดของเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ได้ให้เป็นแนวทางไว้ข้างต้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว การพิจารณาเงื่อนไขและรายละเอียดของการประกันภัยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการ เลือกซื้อความคุ้มครองทุกประเภท
หลังจากได้รายละเอียดต่าง ๆ แล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการเปรียบเทียบและเลือกบริษัทประกันภัยที่ให้ข้อเสนอที่ดี ที่สุด ซึ่งในการเลือกนั้น ท่านควรพิจารณาถึงขอบเขตความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และเงื่อนไขต่าง ๆ เปรียบเทียบกับอัตราเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์แต่ละฉบับ และจงจำไว้ว่าอัตราเบี้ยประกันภัยที่ต่ำที่สุดไม่ได้หมายความว่าเป็นทาง เลือกที่ดีที่สุด ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการ ตลอดจนชื่อเสียง และความมั่นคงของบริษัทประกันภัยที่ท่านจะทำสัญญาด้วยก็เป็นปัจจัยที่มีความ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน

| ประกันภัยรถยนต์ | แนะนำตัวXpressCenter | โปรโมชั่น ประกันภัยรถยนต์ | ประกัน 2-3+ | ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 | ประกันภัยรถยนต์ชั้น1โลว์คอส์ท | เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ | เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ผ่านmsn | บริการต่อภาษีรถยนต์ | ประกันภัยอื่นๆ |

Copyright © 2006 www.vgetone.com - XpressCenter.