 |
 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย |
 |
 ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ อาคารสินมั่นคงประกันภัย ถนนศรีนครินทร์ |
 |
 จดทะเบียนแปรสภาพเป็น บริษัทมหาชนจำกัด |
 |
 การร่วมทุนกับ Royal Insurance PLC ในปี 2538 บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมทุนกับ Royal Insurance PLC. โดยเข้ามาร่วมถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 20 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ต่อมา Royal Insurance PLC. ได้ควบรวมกับบริษัท Sun Alliance Insurance และเปลี่ยนชื่อเป็น Royal & Sun Alliance ในปี 2549 กลุ่ม Royal & Sun Alliance ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด(ร้อยละ 13) ในธุรกิจ commercial line insurance ในประเทศอังกฤษ อีกทั้งมีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับที่ 3 ในธุรกิจประกันภัยส่วนบุคคลของประเทศอังกฤษ มีเบี้ยประกันภัยสุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณ 5,484 ล้านปอนด์ เทียบเป็นจำนวนเงิน 387,790 ล้านบาท มีเครือข่ายสาขากว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงงานทั่วโลกทั้งสิ้นประมาณ 24,000 คน
การร่วมทุนกันในครั้งนั้นเป็นการเอื้อธุรกิจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทาง Royal & Sun Alliance ได้ขยายตลาดการบริการสู่ประเทศไทย โดยอาศัยฐานและเครือข่ายทางธุรกิจอันแข็งแกร่งของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด(มหาชน) ในฐานะหนึ่งในบริษัทประกันภัยชั้นนำของไทย ส่วนทางสินมั่นคงนั้นนอกจากจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายและประสบการณ์ในธุรกิจ ประกันภัยของ Royal & Sun Alliance ยังเป็นการขยายการดำเนินงานให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ดังนั้นการร่วมมือกันในครั้งนั้น จึงเป็นการร่วมมือของสองบริษัทที่กอปรด้วยประวิติศาสตร์แห่งความสำเร็จอัน ยาวนานที่จะร่วมใจกันก้าวสู่เป้าหมายในศตวรรษหน้า
|
 |
 ท่านกรรมการผู้จัดการ ได้รับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติจากสถาบันผู้พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค และสมาคม สหประชาชาติ ในฐานะที่นำองค์กรสู่ความเป็นผู้นำทางธุรกิจ มีการจัดวางโครงสร้างและแบบแผนในการพัฒนา บุคลากรที่ดี มีแนวทางในการบริหารและให้บริการที่ดี |
 |

 |
ใช้ระบบ intranet เพื่อติดต่อสื่อสารภายในองค์กร |
 |
เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่เวบไซต์ www.smk.co.th ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อ กรมธรรม์และชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตครบวงจรทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า |
 |
เป็นเจ้าแรกที่มีศูนย์ Call Center 1596 เบอร์เดียวทั่วไทย ที่ลูกค้าสามารถแจ้งได้ทั้งเรื่องอุบัติเหตุ และการทำประกัน ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน อำเภอใด | |
 |

 |
เป็นบริษัทประกันวินาศภัยแห่งแรกในประเทศที่ริเริ่มโครงการรับประกันเวลาเดินทางถึงที่ เกิดเหตุภายใน 25 นาที ชื่อโครงการคือ SMK SPEED GUARANTEE 1 |
 |
เป็นบริษัทประกันวินาศภัยแห่งแรกในประเทศที่ริเริ่มโครงการรับประกันมาตรฐานระยะเวลา ซ่อมและคุณภาพการซ่อมรถยนต์ ชื่อโครงการคือ SMK SPEED GUARANTEE 2 |
 |
เพิ่มช่องทางให้อู่สามารถนำส่งข้อมูลการซ่อมรถยนต์ผ่านระบบ Internet Web Application |
 |
นำระบบ Document Image Processing (DIP) และ กล้องดิจิตอล เข้ามาใช้ในงานสินไหม ในเขตกรุงเทพฯอย่างเต็มระบบ | |
 |

 |
เปิดตัวโครงการประกันอุบัติเหตุเอื้อสุข |
 |
ได้ทดลองและทดสอบโครงการ SMK SPEED GUARANTEE 1 และ 2 ตามสาขาภูมิภาค |
 |
ขยายการใช้กล้องดิจิตอลสำหรับงานด้านตรวจสอบอุบัติเหตุไปยังสาขาภูมิภาค | |
 |

 |
ขยายตลาดในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การประกันภัยอิสรภาพ |
 |
ได้นำระบบ E-Agent มาใช้กับตัวแทน |
 |
ขยายรูปแบบการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ โดยใช้สื่อป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุงเทพฯ | |
 |

 |
ยกระดับมาตรฐานเวลาในทุกขั้นตอนของการให้บริการ |
 |
ได้นำระบบ E-Agent มาใช้กับตัวแทน |
 |
ขยายรูปแบบการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ โดยใช้สื่อป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุงเทพฯ | |
 |

 |
มีการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเน้นให้ทราบถึงคุณค่าของ Brand “มาเร็ว เคลมเร็ว ซ่อมเร็ว" |
 |
เริ่มทดลองทำตลาดผ่านช่องทาง Telemarketing โดยเริ่มจาก การนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ ที่เข้าใจได้ง่าย เช่น กรมธรรม์ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล |
 |
ย้าย ศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองจากสถานที่เดิมซึ่งเป็นอาคารเช่า มาไว้ที่อาคารสาขาเทพารักษ์ ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างบนพื้นที่ทรัพย์สินของบริษัทฯเอง | |